ธนาคารทิสโก้ แนะซื้อหุ้นเฮลธ์แคร์ 4 กลุ่ม ชี้เป็นกลุ่มที่ทั้งสร้างกำไรดีและยังโตได้แม้เศรษฐกิจซบเซา เพราะได้แรงหนุนจากสังคมสูงอายุทั่วโลก คาดปีนี้กลุ่ม Biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพ) โตดีสุดจาก EPS ที่คาดว่าจะโต 19.5% รองลงมาคือ รองลงมาคือ Medical Devices & Equipment (เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์) ที่คาดว่า EPS เติบโตราว 6.2%
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า ภายในปี 2573 ประชากรโลก 1 ใน 6 จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 2563 เป็น 1.4 พันล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ภายในปี 2593 สู่ระดับ 2.1 พันล้านคน ขณะเดียวกัน กลุ่มประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า ในช่วงปี 2563-2593 สู่ประมาณ 426 ล้านคน
การเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยทั่วโลกไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ด้านประชากรศาสตร์ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุปสงค์ด้านสุขภาพอย่างถาวร นอกจากนี้สถาบันชั้นนำอย่าง WTW (Willis Towers Watson) ได้มีการคาดการณ์การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมทั่วโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นราว 10% ส่งผลให้กลุ่มหุ้น Healthcare ไม่ได้มีบทบาทจำกัดอยู่แค่หุ้นปลอดภัย (Defensive) สำหรับหลบความผันผวนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่ผสานความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์เข้ากับศักยภาพการเติบโตระยะยาว จากนวัตกรรมทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และรูปแบบการดูแลสุขภาพยุคใหม่ที่มี AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการค้นคว้ายาใหม่ๆ ที่มีอัตราความสำเร็จสูงกว่าวิธีดั้งเดิม
ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว Healthcare จึงถูกมองเป็น “Defensive Growth” คือ มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากความต้องการที่ค่อนข้างยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาวจากเทรนด์สังคมสูงวัยและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์
โดยกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย (Sub-sectors) ดังนี้
หากปัจจัยทั้งหมดสำเร็จจะหนุนราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นได้ 100-200% เช่น กรณีของ BridgeBio Pharma ที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในช่วงปลายปี 2567 และสร้างรายได้เติบโตได้ดีเกินคาดในปี 2568 หลังจากได้รับการอนุมัติจาก FDA ในยารักษาโรคหัวใจชนิดหายาก (ATTR-CM) ส่งผลให้ในปี 2568 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 178% นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการทำดีล M&A ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ดีดตัวขึ้นได้ในอัตราสูง เช่น ล่าสุด บริษัท REVOLUTION Medicines ที่มีผลการทดลองยารักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายที่ดื้อยา โดยใช้วิธีการรักษาแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Therapy) ได้ผลดีกับผู้ป่วย ทำให้บริษัทเป็นเป้าหมายการถูกซื้อกิจการจากบริษัทยาขนาดใหญ่ ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2568 ถึงเดือน มกราคม 2569 กว่า 120%
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในกลุ่ม Healthcare ปี 2569 ภาพเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยที่เข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและช่วยให้ Valuation ที่อิงกระแสเงินสดในอนาคตดูน่าสนใจขึ้น ขณะเดียวกัน การนำ AI มาช่วยเร่งกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่มีแนวโน้มเพิ่มโอกาสความสำเร็จ ส่งผลให้กลุ่ม Healthcare โดยรวมมีคาดการณ์การเติบโตของรายได้และกำไรราว 5%
เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มธุรกิจ พบว่า Biotechnology มีแนวโน้ม EPS Growth โดดเด่นที่สุดในปี 2569 ที่ประมาณ 19.5% สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่เติบโตสูง และมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้ม M&A ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ภายใต้แรงกดดันจาก Patent Cliff ของบริษัทยาขนาดใหญ่
รองลงมาคือ Medical Devices & Equipment (MedTech) ที่คาดว่า EPS เติบโตราว 6% จากการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือและกระบวนการรักษา อีกทั้งดอกเบี้ยขาลงยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนปีนี้จึงเน้น เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ไปที่ Biotech และ MedTech มากขึ้น เพื่อจับโอกาสจากทั้งการเติบโตของกำไรและปัจจัยกระตุ้นเชิงโครงสร้างในแต่ละกลุ่ม
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทิสโก้ คาดปี’69 ไบโอเทคกำไรพุ่ง 19.5% แนะซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ รับอานิสงส์สังคมสูงวัย
