ธปท. ยันกรณีกัลฟ์ถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทยยังไม่เกิน 10% ชี้ฐานคำนวณแตกต่างจาก ก.ล.ต. ชี้เกณฑ์การกำกับเชิงรุกตั้งแต่ถือหุ้นเกิน 5% ต้องรายงานวัตถุประสงค์การถือหุ้น-แผนการถือหุ้น-มีกระบวนการติดตามเข้มข้น เผยสั่งห้ามทำธุรกรรมที่มีเงื่อนไขพิเศษมากกว่าลูกค้าปกติ-ประเมินความเสี่ยงรัดกุม และการแต่งตั้งคณะกรรมการต้องรายงาน ย้ำไม่ทับซ้อนธุรกิจ Virtual Bank
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สำหรับกรณี บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าได้เข้าถือหุ้นธนาคารกสิกรไทยที่ 10.03% และมีความกังวลวัตถุประสงค์ในการเข้ามาถือหุ้นหรือไม่นั้น
โดยเบื้องต้นเกณฑ์การกำกับของ ธปท.ถือหุ้น 10% มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ไม่ใช่เรื่องใหม่ และหากดูการนับสัดส่วนการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และ ธปท. มีความแตกต่างกัน ซึ่ง ก.ล.ต.จะหักหุ้นที่ธนาคารจำหน่ายแล้วและซื้อคืนมา (Treasury Stock) ออกจากฐานการคำนวณ ขณะที่ ธปท.คำนวณจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งการถือหุ้นของบริษัทกัลฟ์ยังไม่ถึง 10% หรืออยู่ที่ 9.96% เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ภายใต้เกณฑ์การกำกับการถือหุ้นของ ธปท. หากมีการถือหุ้นเกิน 5% ไปแล้ว นับว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จะต้องมีการรายงาน ธปท. ซึ่งเป็นเกณฑ์การกำกับเชิงรุก และวัตถุประสงค์ของการถือหุ้น และแผนการปรับเพิ่มขึ้นและลดสัดส่วนการถือหุ้นมายัง ธปท. ซึ่งที่ผ่านมามากัลฟ์ได้มีการรายงานมายัง ธปท.แล้ว
นอกจากนี้จะต้องดูเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นับตั้งแต่มีการถือหั้นเกิน 5% เช่น การกู้เพิ่มหรือทำธุรกรรมจะต้องมีผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) ที่เป็นเอกฉันท์ โดยธนาคารห้ามปล่อยสินเชื่อเกิน 5% ของเงินกองทุน หรือ 25% ของหนี้สินรวมทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์การกำกับเข้มข้น และหากมีการทำธุรกรรมจะต้องพิจารณาเหมือนลูกค้าทั่วไป ห้ามมีข้อยกเว้นหรือให้สิทธิพิเศษที่เหนือกว่าที่ทำปกติไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอื้อผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ถือหุ้นใหญ่ และการประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ จะต้องรัดกุม
ขณะเดียวกัน เรื่องของธรรมาภิบาล (CG) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในอดีตจะเกิดจากธรรมาภิบาล ดังนั้น การแต่งตั้งกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุมัติสินเชื่อ หรือผู้ที่มีอำนาจสั่งการ โดยจะต้องมีการรายงาน ธปท.
และหากในกรณีถือหุ้นเกิน 10% จะต้องมีการรายงาน ธปท. เพื่อป้องกันการเข้ามามีอำนาจครอบงำกิจการของสถาบันการเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์ของ ธปท. อนุญาตให้เกิน 10% ได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มความมั่นคงหรือศักยภาพของสถาบันการเงินแห่งนั้น หรือการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม หรือยกเว้นกรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการปันผล ไม่ได้มีอำนาจการควบคุมกิจการ
“หากมีการถือหุ้นเกิน 5% เรามีเกณฑ์การกำกับเชิงรุกและเข้มข้น โดยมีกระบวนการติดตามดูแลเข้มข้นตามที่กล่าวมา และต้องมีการแจ้งวัตถุประสงค์ในการถือหุ้น ซึ่งเขารายงานเรามาแล้ว ส่วนประเด็นกังวลว่าจะมี Conflict of Interest ไปในเรื่องของการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) นั้น มองว่าเกณฑ์การกำกับทั้งธนาคาร และ Virtual Bank มีความเข้มข้น จะต้อง Apply ทำเหมือนกัน แต่จะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจแตกต่างกัน จึงไม่กระทบ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ธปท.ยันเกณฑ์กำกับถือหุ้นแบงก์เข้มเกิน 5% ชี้ต้องรายงานวัตถุประสงค์-แผนถือหุ้น