สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ผนึกกำลัง กบข. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อน ESG โดยเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ตั้งเป้าใช้อำนาจนักลงทุนสถาบันยกระดับธรรมาภิบาล–เร่งบริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้า Net Zero เพื่อเสริมเสถียรภาพการลงทุนระยะยาวและความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ครอบคลุม บจ. ทั้งตลาดกว่า 800 แห่ง ภายในปี 2572
นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ความยั่งยืนหรือ ESG เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยที่ผ่านมาอุตสาหกรรมจัดการลงทุนให้ความสำคัญกับการหารืออย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) กับบริษัทจดทะเบียนมาอย่างต่อเนื่อง และเห็นพัฒนาการเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติธรรมาภิบาล (Governance)
สำหรับการก้าวไปข้างหน้า สมาคมเห็นว่าจำเป็นต้องยกระดับการทำงานในมิติสิ่งแวดล้อม (Environment) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition) อย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนในกองทุนกลุ่ม ESG มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และบทบาทของผู้จัดการกองทุนไม่ได้จำกัดเพียงการคัดเลือกหลักทรัพย์ แต่ต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนปรับตัวสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ
นางชวินดา กล่าวว่า กลุ่มบริษัทจัดการลงทุนมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน ESG ภายในบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนพอร์ตการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพอร์ต (Portfolio Emission) โดย AIMC ได้รวมพลังสมาชิกทั้งอุตสาหกรรมกว่า 20 บริษัท ดำเนินโครงการ Climate Transition Engagement เป็นการเฉพาะ กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยง จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายบริษัทจดทะเบียนตามแนวทางของสำนักงาน ก.ล.ต. รวมถึงวางแผนการดำเนินงานในระยะยาว เพื่อติดตามการเปิดเผยและการสอบทานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
หากบริษัทจดทะเบียนมีผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือเผชิญอุปสรรคสำคัญ สมาคมพร้อมดำเนินการตามแนวปฏิบัติสากลด้าน Positive Engagement ร่วมหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างสร้างสรรค์ และกำหนดแนวทางการทำงานของผู้จัดการกองทุนในกรณีที่ปัญหาไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง (Big Impact) สมาคมยังได้ผสานความร่วมมือกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมพลังการทำ Collective Action ของนักลงทุนสถาบัน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทจดทะเบียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
นางชวินดา ระบุว่า อุตสาหกรรมจัดการลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ซึ่งที่ผ่านมา AIMC ได้ริเริ่มกรอบความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันของ บลจ. ในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ และเมื่อมองไปข้างหน้า สมาคมจึงกำหนดโรดแมปด้านสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม และสามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน
ในระยะแรกตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องถึงปีนี้ สมาคมจะเข้าไปดูแลและมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียนจำนวน 100 บริษัท ใน SET100 จากนั้นในช่วงปี 2570-2571 จะขยายเป็น 200 บริษัท และตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป จะครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 800 บริษัท
สำหรับแนวทางปฏิบัติในช่วงแรก สมาคมจะให้ความสำคัญกับบริษัทที่ยังไม่มีความชัดเจนในการตั้งเป้าหมาย Net Zero โดยจะเข้าไปหารืออย่างสร้างสรรค์เพื่อสอบถามเหตุผลและสนับสนุนให้บริษัทกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน หากไม่ได้รับคำชี้แจงที่เพียงพอ อาจมีการพิจารณาดำเนินการตามกรอบที่กำหนดไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน และเพื่อให้การขับเคลื่อน ESG ของตลาดทุนไทยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ ในฐานะผู้จัดการเงินลงทุน สถาบันมีหน้าที่สำคัญในการดูแลผลประโยชน์ของผู้ลงทุนในระยะยาว AIMC จึงตั้งเป้าว่าภายในปี 2574 จะสามารถเปิดเผยพอร์ตการลงทุนได้อย่างโปร่งใส ว่ามีสัดส่วนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตและการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศอย่างไร
ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กล่าวว่า กบข. ในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (PRI) ให้ความสำคัญกับการบูรณาการปัจจัย ESG เข้าสู่กระบวนการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุนอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายทรงพล กล่าวว่า ความร่วมมือกับ AIMC และตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย พร้อมย้ำว่า กบข. ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมควบคู่กับความมั่นคง ลดความเสี่ยงจากประเด็นธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย โดยได้กำหนดกรอบและกระบวนการคัดกรองที่ชัดเจน หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG อาจไม่สามารถเข้าลงทุนได้ ขณะเดียวกัน กบข. มีความตั้งใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทย หากบริษัทจดทะเบียนสามารถลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้จริง
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบันในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เครื่องมือ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของตลาดทุน เพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแนวทางสากล เพิ่มความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้จริง พร้อมทั้งได้พัฒนาระบบนิเวศด้านคาร์บอน เครื่องมือดิจิทัล และเตรียมยกระดับการจัดอันดับความยั่งยืนของไทย (SET ESG Rating) เป็นการวัดผลแบบ FTSE Russell ESG Scores เพื่อเพิ่มการยอมรับจากนักลงทุนต่างประเทศ และดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทย
ในการนี้ทั้งสามองค์กรได้แสดงความเชื่อมั่นว่าการแสดงพลังของผู้ลงทุนสถาบันไทยที่ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุนที่มีความรับผิดชอบ โดยการทำงานเชิงรุกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นมาในครั้งนี้จะช่วยก่อให้เกิด Big Impact การมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันและทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ (NDC) ซึ่งที่สุดแล้วไม่เพียงแค่จะลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน แต่ต้องการสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนและดำเนินการตามแผน Climate Transition อย่างต่อเนื่อง
อ่านข่าวต้นฉบับ: AIMC จับมือ กบข.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับ ESG ปี’72 ตั้งเป้าครอบคลุม 800 บจ.