“รัฐบาลอนุทิน 2” เริ่มฉายแววให้เห็น อีกไม่นานน่าจะได้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่านักการเมืองบางคนอาจจะมีโอกาสหวนกลับมารับตำแหน่งเดิม หนึ่งในนั้นคือ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปัจจุบันย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ก็คาดหมายว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้ง
แน่นอนว่าผลงานที่นายเอกนัฏได้เคยทำไว้ โดยเฉพาะการขับเคี่ยวโรงงานอุตสาหกรรมที่ปฏิบัติผิดกฎหมาย อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ นิคมอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ หรือแม้แต่นักลงทุนศูนย์เหรียญ โดยมี “ทีมสุดซอย” เป็นชุดปฏิบัติการกวาดล้าง ทำให้ในช่วงนั้นมีโรงงานที่ทำผิดกฎหมายถูกลงโทษและถูกสั่งปิดให้ปรับปรุงแก้ไขเป็นจำนวนมาก รวมถึงกรณีโด่งดังอย่าง “ซิน เคอ หยวน” ที่อาจต้องกลับมาทวงแค้นกันอีกครั้ง
ย้อนกลับไปในยุคที่นายเอกนัฏดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คู่กรณีคนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมต้องสะเทือน เมื่อนายเอกนัฏสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับ “บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด” (SKY) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่สัญชาติจีนในจังหวัดระยอง ผลิตทั้งเหล็กเส้นข้ออ้อยและเหล็กแผ่น ที่มีกำลังการผลิตสูงถึงประมาณ 8.6 ล้านตัน/ปี ทำให้เป็นเบอร์ 1 ใหญ่กว่าบริษัทคนไทย
โดยคำสั่งปิดโรงงานชั่วคราวและอายัดสินค้า เนื่องจากพบเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษฝุ่นแดง โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) จัดการประชุมด่วน เพื่อหารือกันวาระยกเลิกมาตรฐานเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาอินดักชั่น (IF) ให้หมดไปจากประเทศไทย โดยการใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อให้ขั้นตอนเร่งด่วนโดยไม่ต้องเข้าคณะกรรมการวิชาการ ซึ่งจะใช้เวลาเหลือเพียงประมาณ 1 เดือนเท่านั้น จากมติของกรรมาธิการและนำเข้า ครม. ก็จะจบขั้นตอนการยกเลิก มอก.เหล็กเตา IF ได้เลยทันที
ในขณะนั้นซิน เคอ หยวน โรงผลิตเหล็กเส้นที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้ถูกสั่งปิดชั่วคราว เพราะพบว่าเหล็กที่ผลิตออกมาไม่ได้มาตรฐาน มอก. และเหล็กบางส่วนถูกพบใช้ในโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. ซึ่งเหล็กอาจไม่ใช่สาเหตุหลักของตึกถล่ม แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่ม ดังนั้น ผลตรวจของเหล็กซิน เคอ หยวนที่ไม่ผ่านมาตรฐานจึงต้องถูกสั่งปิดไปก่อน ส่วนโรงที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ยังไม่ได้เปิดหลังจากเครนถล่มเช่นกัน
ซึ่งนายเอกนัฏประกาศกร้าวว่า “นับจากนี้ซิน เคอ หยวนจะไม่มีโอกาสเปิดโรงงานและดำเนินกิจการอะไรได้อีกในประเทศไทย” ซึ่งน่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายเช่นกันที่ทำให้ซิน เคอ หยวนฟ้องกลับนายเอกนัฏและพวกรวม 16 คน ต่อศาลปกครองระยอง เรียกค่าเสียหายกว่า 3,200 ล้านบาท และขอเพิกถอนคำสั่งปิดโรงงานเหล็กใน จ.ระยอง หลังถูกสั่งอายัดสินค้าและสั่งหยุดดำเนินการกรณีเหล็กถูกพาดพิงว่าไม่ได้มาตรฐานในเหตุตึก สตง.ถล่ม
อย่างไรก็ตาม หลังการปรับ ครม. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีการปรับเปลี่ยน จากนายเอกนัฏมาเป็นนายธนกร วังบุญคงชนะ กรณีซิน เคอ หยวนก็บรรเทาเบาบางลง โดยมีการถอนอายัด รวมถึงการถอนอายัดฝุ่นแดงอีกด้วย และซิน เคอ หยวนกลับมาดำเนินกิจการได้ดังเดิม
“นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงช่วงได้ร่วมงานกับทางทีมสุดซอย ซึ่งมี “นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์” อดีตหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นหัวหน้าทีมตรวจการณ์สุดซอยว่า แม้ว่าทีมสุดซอยจะต้องหยุดภารกิจไปในช่วงที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่การทำงานในปัจจุบันยังคงประสานงานร่วมกัน เพราะยอมรับว่าเป็นการทำงานที่บูรณาการกับทุกด้าน การลงพื้นที่เพื่อหาสาเหตุและการรับฟังข้อมูลจากหน่วยราชการในพื้นที่ ทำให้ทุกอย่างที่ดำเนินการอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และเชื่อว่าหากทีมสุดซอยกลับมาจริง เหล่าทุนเทาต้องคิดหนักอย่างมาก
อุตสาหกรรมเหล็กถือว่าได้รับผลกระทบหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา แทบจะไม่มีรัฐบาลยุคไหนสามารถฟื้นกำลังการผลิตในประเทศได้แบบเต็มกำลัง บวกกับเคสของการถูกดัมพ์ตลาดจากการนำเข้าเหล็กจากจีน การปล่อยให้เหล็กล้นตลาดผลิตเกินความต้องการ “นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นคนปัจจุบัน หรือจะเป็นคนเก่าที่อาจมีโอกาสกลับเข้ามา เอกชนยินดีกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้วยจะได้สานต่องานที่อยู่ในไปป์ไลน์ที่ดำเนินภารกิจอยู่ โดยเฉพาะการ “ปราบทุนเทา” ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังคงยืนยันเรื่องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกเตา IF โดยเริ่มจากการร่าง มอก.เหล็กเส้นให้เกิดขึ้นก่อน
ขณะเดียวกัน 10 สมาคมผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหล็กไทย ประกอบด้วย สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย, สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี, สมาคมโลหะไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น, สมาคมพัฒนาสเตนเลสไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมชุบสังกะสีไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้านเตาอาร์กไฟฟ้า และสมาคมหลังคาเหล็กไทย ประเมินว่าจะยังเป็นอีกปีที่เป็นวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย ความพยายามในการเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาต่อกระทรวงอุตสาหกรรมจะยังคงยึด 3 เรื่องคือ
1.รัฐบาลต้องห้ามส่งออกเศษเหล็ก หรือใช้มาตรการเก็บภาษีส่งออก (Export Tax) เศษเหล็ก 2.ต้องควบคุมการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป (พิกัด 7308) หรือที่เรียกว่าเหล็ก Prefab เนื่องจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้า Prefab เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปจากจีน 3.รัฐต้องห้ามตั้ง ขยายโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพื่อบรรเทาปัญหา Over Capacity ซึ่งทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันต่ำลง
ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะยังมีการออกมาตรการห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตไปแล้ว 5 ปี มีความพยายามที่จะควบคุมการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กเส้นที่ดำเนินการโดยทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ด้วยการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวดด้วย การกำหนดมาตรการการใช้สินค้าในประเทศ Made in Thailand รวมไปถึงการสนับสนุนให้โครงการรัฐเลือกใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อให้เกิดการลงทุน ปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“นายนาวา จันทนสุรคน” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กกล่าวว่า ปี 2569 ตลาดเหล็กโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยความต้องการใช้เหล็กจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.3% แต่กำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของโลก (Excess Steel Production Capacity) กว่า 700 ล้านตันต่อปียังเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องในระดับโลก
ขณะที่ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นทั้งแหล่งถูกทุ่มตลาดจากเหล็กนำเข้า และการย้ายฐานของโรงงานเหล็กที่ถูกประเทศจีนยกเลิกเทคโนโลยีการผลิต การฟื้นตัวของเหล็กโลกจะไม่ใช่โอกาสของไทย หากรัฐยังล่าช้าหรือปล่อยปละละเลยภายใต้ปัจจัยกดดันการเติบโต GDP ของไทยเพียง 1.5-1.8% ประเทศอุตสาหกรรมส่วนมากมีมาตรการส่งเสริมและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน ผู้ผลิตไทยขอเพียงให้รัฐทำหน้าที่ผู้คุมกติกาอย่างจริงจัง ไม่ให้สนามแข่งขันบิดเบือน
จึงขอเรียกร้องรัฐเดินหน้าใช้ 2 เครื่องมืออย่างจริงจัง ได้แก่ 1.กระทรวงพาณิชย์เร่งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างทันท่วงที 2.กระทรวงอุตสาหกรรมคุมเข้มคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งเหล็กนำเข้าและจากโรงงานทุนเทาที่ย้ายฐานมาผลิตในประเทศไทย
มาที่มุมของคนตัวเล็กเส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจอย่าง SMEs “นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยกล่าวว่า นายเอกนัฏมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์พร้อมทำงานและเอาจริงเอาจังกับปัญหา SMEs ธุรกิจนอมินี มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์สุจริต นักการเมืองคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจในการขับเคลื่อนสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย และยังคงฝากงานรัฐบาล 5 เรื่อง 1.รัฐบาลเร่งฟื้นศรัทธาให้ประชาชนและนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศมั่นใจที่จะลงทุนและใช้จ่ายต่อเนื่อง
2.เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจฐานราก แม้เศรษฐกิจ 2 ไตรมาสแรกปีนี้เป็นบวกและเติบโตดีกว่าคาดการณ์ไว้ แต่จากนี้ประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่ทรัมป์จะเคาะออกมา หากเจออัตราสูง แม้ไม่ถึง 36% ก็มีผลต่อส่งออกทั้งสิ้น 3.เร่งออกมาตรการหรือโครงการของแต่ละกระทรวง ผ่านงบประมาณประจำปี และงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผ่านความเห็นชอบแล้ว 1.1 แสนล้านบาท ออกมาช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะฐานราก ช่วยฟื้นฟูศรัทธาและความเชื่อมั่น ดึงการลงทุนภาคเอกชนในอนาคต
4.จากการไม่เข้าถึงแหล่งทุน และเจอต้นทุนดอกเบี้ยสูงของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีมากขึ้น รัฐควรเร่งแก้หนี้เป็นระบบและลดเหลื่อมล้ำการเข้าถึงเงินทุน 5.เร่งทำยุทธศาสตร์รองรับวิกฤตของประเทศเป็นวาระชาติ ซึ่งตอนนี้ยังเป็นต่างคนต่างคิด
ในขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การบริหารงานของนายธนกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังคงไม่ทิ้งภารกิจการปราบทุนเทาเช่นเดียวกัน และตั้ง “ชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว” ขึ้นมาสานงานต่อจากชุดสุดซอย ซึ่งมี นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้าทีม ภารกิจหลักจะยังคงมุ่งไปที่การลงพื้นที่ เพื่อตรวจโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่มกำจัดกากอุตสาหกรรม กลุ่มรีไซเคิล เนื่องจากโรงงานประเภทเหล่านี้ส่วนใหญ่จะต้องมีการนำเข้าวัสดุที่เป็นเศษซากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เศษเหล็กเข้ามาจากต่างประเทศ ประเด็นที่เป็นปัญหาหนักที่สุดและมักพบมากที่สุดคือ การลักลอบนำเข้าไม่ตรงกับที่สำแดงไว้ ที่ผ่านมามักหลุดรอดจากการถูกตรวจสอบในตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือ
นอกจากนี้ ภารกิจที่ถูกจับตามองว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ คือ “พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม” ที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการสำคัญคือ “ผู้ก่อต้องรับผิดชอบ” ต่อกากของเสียจนกว่าจะถูกบำบัด หรือกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งและอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าโรงงานต้องจัดการของเสียให้ถูกต้อง คัดแยกประเภท จัดเก็บไม่เกิน 90 วัน แจ้งข้อมูลการจัดการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้รับกำจัดนำไปทิ้งอย่างผิดกฎหมาย ผู้ก่อกำเนิดต้องร่วมรับผิดชอบ
ในขณะที่การเคลื่อนย้ายต้องขออนุญาตนำของเสียออกนอกโรงงาน และใช้รถบรรทุกที่ได้รับอนุญาต ห้ามนำเข้ากากอุตสาหกรรม เว้นแต่จะนำมาเป็นวัตถุดิบ ที่หนักคือเพิ่มโทษปรับสูงถึง 2 ล้านบาท และจำคุก 10 ปี สำหรับกรณีที่เป็นโรงงานอันตราย และที่แตกต่างคือมี “กองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน” เพื่อเยียวยาผลกระทบต่อประชาชนจากการจัดการกากที่ไม่ถูกต้อง ปัจจุบันมีการผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. …. ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น เพื่อยกระดับการจัดการให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ก็ต้องติดตามลุ้นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ และการเอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาต่าง ๆ ทั้งทุนเทา ธุรกิจสีเทา การนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน บั่นทอนสินค้าไทย และผู้ผลิตในประเทศให้ต้องล้มหายตายจาก
อ่านข่าวต้นฉบับ: ลุ้น ‘เอกนัฏ’ คัมแบ็ก รมว.อุตฯ สานต่อภารกิจปราบโรงงานไร้มาตรฐาน