คอลัมน์ : ออโต เวิลด์ไวด์
Autovista24 รวบรวมข้อมูลตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทั่วโลกปี 2568 ประกอบด้วยรถอีวีล้วน (BEV) และรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) พบว่ายังโตต่อเนื่องมีรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ออกสู่ท้องถนนทั่วโลก 20,914,871 คัน เพิ่มขึ้น 20.9% จากปี 2567 แม้ว่าจะดูเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตลาดรถอีวีชะลอตัวต่อเนื่อง ในปี 2563, 2566 และ 2567 ยอดขายรถปลั๊ก-อินไฮบริดและ EREV โตสูงกว่ารถอีวี โดยในปี 2564, 2565 และ 2568 รถอีวีโตกว่าเล็กน้อย
ปีที่ผ่านมา บีวายดี เป็นผู้นำตลาดรถอีวีทั่วโลก ด้วยยอดขายรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด 3,967,070 คัน โต 3.1% มีส่วนแบ่งตลาด 19% นำหน้าคู่แข่งอย่างมาก แต่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดรถอีวีทั่วโลกของบีวายดีก็ลดลง 3.2% จากปีก่อน
BYD Seagull หรือที่รู้จักกันในชื่อ Dolphin Surf ขายดีที่สุด คิดเป็น 10.3% ของยอดขายรถไฮบริดทั้งหมดของบริษัท ตามมาด้วย BYD Song Plus หรือ Seal U คิดเป็น 8.3% ของยอดขาย ขณะที่ Qin Plus ครองส่วนแบ่ง 7.4% โดยทั้ง 3 รุ่นนี้เริ่มวางจำหน่ายมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567
อันดับสอง “เทสลา” ที่มีแค่รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) เท่านั้น มียอดขาย 1,635,753 คัน คิดเป็น 7.8% ของยอดขายอีวีทั่วโลก มียอดขายลดลง 8.5% จากปี 2567 มีส่วนแบ่งในตลาดโลกลดลง 2.5 % โดย Tesla Model Y มียอดขาย 1,085,521 คัน คิดเป็น 66.4% ของยอดขาย, Model 3 คิดเป็น 30.5%
จีลี่และจีลี่กาแล็กซี่ มาเป็นอันดับ 3 มียอดขาย 1,196,394 คัน เพิ่มขึ้น 160.9% จากปีก่อนหน้า โตสูงสุดที่บันทึกไว้ใน 10 แบรนด์ขายดี มีส่วนแบ่งการตลาด 5.7% ในปีที่ผ่านมาเพิ่มจาก 2.7% ในปี 2567
รถอีวี 3 รุ่นที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่ Geely Geome Xingyuan หรือ EX2 คิดเป็น 39.6%, Panda Mini ซึ่งมีส่วนแบ่ง 13.6% และ E5 หรือ EX5 มีส่วนแบ่ง 11.5% ในอนาคต จีลี่ตั้งเป้ายอดขายทั่วโลกแตะ 6.5 ล้านคัน ภายในปี 2573 และมีเป้าหมายโดยรวมเป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส่องตลาดอีวีโลกปี’68 ค่ายรถติดท็อปทรี