คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังจากรัฐบาลสหรัฐในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความเป็น “ปฏิปักษ์” ต่อชาติยุโรปมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งการเล่นงานทางเศรษฐกิจด้วยการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง การข่มขู่ว่าจะไม่ช่วยเหลือหากถูกรัสเซียโจมตี และที่ร้ายแรงมากคือกรณีที่ทรัมป์เคยพูดว่า พร้อมจะใช้กำลังทางทหารเข้ายึดเกาะ “กรีนแลนด์” ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ถือเป็นการ “การข้ามเส้นแดง” ที่ยุโรปไม่อาจยอมรับได้
พฤติกรรมทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐดังกล่าว เพียงพอที่จะทำให้ชาติยุโรปที่เคยเป็นพันธมิตรเก่าแก่มานานของสหรัฐ “ตกผลึก” ว่าถึงเวลาที่จะต้อง “ปลดแอก” จากสหรัฐ ถึงเวลาที่จะต้องมี “อธิปไตย” ของตนเอง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การพึ่งพาและไว้วางใจสหรัฐ ทำให้สหรัฐฉวยโอกาสใช้ความ “เหนือกว่า” มา “เล่นงาน” และบีบบังคับตามอำเภอใจ
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า บรรดาชาติยุโรปกำลังเร่งมือเพื่อสร้าง “อธิปไตย” ทางดิจิทัล ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับ “ความอยู่รอด” ของชาติ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทสหรัฐ “ครอบงำ” หรือมีส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุดในบริการดิจิทัลของยุโรป อย่างเช่นบริการ “คลาวด์” มีสหรัฐเป็นเจ้าตลาดถึง 85%
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่ยุโรปพึ่งพาผู้ให้บริการที่เป็นบริษัทต่างชาติ มีความเสี่ยงท่ามกลางการโจมตีทางไซเบอร์โดยรัสเซียมากขึ้น และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐ
รัฐบาลเอสโตเนียกำลังเร่งใช้นโยบาย “Open-Source First” ซึ่งจะกำหนดให้องค์กรต่าง ๆ หรือภาครัฐเลือกใช้ซอฟต์แวร์แบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับ (โอเพ่นซอร์ซ ซอฟต์แวร์) เป็นลำดับแรก ก่อนการพิจารณาใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์แบบปิด เพื่อหลีกเลี่ยงการยึดติดกับผู้ให้บริการรายเดียว อีกทั้งเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
เนื่องจากในขณะนี้เอสโตเนียซึ่งเป็นหนึ่งในชาติยุโรปที่อยู่รอบทะเลบอลติก (กลุ่มประเทศบอลติก) เผชิญภัยคุกคามจากรัสเซียมากขึ้น หลังจากรัสเซียบุกยูเครน และอาจรุกรานกลุ่มประเทศบอลติก ซึ่งประกอบด้วย เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย
“การมีอธิปไตยด้านดิจิทัลเป็นเรื่องการอยู่รอดของชาติ ไม่ใช่แค่นโยบายไอที โอเพ่นซอร์ซทำให้เรามั่นใจว่า ถึงแม้การเชื่อมต่อระดับโลกมีปัญหาร้ายแรง หรือผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่เรายังสามารถควบคุมรหัสได้เต็มที่ และรักษาระบบให้ทำงานต่อไปได้ ในปีงบประมาณ 2026 นี้เราได้เพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอธิปไตยด้านดิจิทัล” ลิอิซา ปาคอสตา รัฐมนตรีกิจการยุติธรรมและดิจิทัลของเอสโตเนียกล่าว
ส่วนชาติยุโรปอื่น ๆ ก็กำลังสำรวจความเป็นไปได้ที่จะมีซอฟต์แวร์ของตัวเอง รวมถึงการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ “โอเพ่นซอร์ซ” แทนการใช้แพลตฟอร์มของสหรัฐ พร้อมกันนี้ก็เพิ่มงบประมาณเพื่อทำให้มีอธิปไตยดิจิทัล อย่างเช่น เยอรมนีก็ระบุว่า การสร้างความแข็งแกร่งให้กับอธิปไตยด้านดิจิทัล เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของรัฐบาลปัจจุบัน ท่ามกลางปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับยุโรป
โดย แอมะซอน, ไมโครซอฟท์ และกูเกิล ครองส่วนแบ่งตลาด “คลาวด์” ในยุโรปมากกว่า 70% อีกทั้งบริษัทอเมริกันก็ยึดครองส่วนแบ่งอย่างน้อย 59% ในตลาดซอฟต์แวร์ของยุโรป
เดือนมกราคมปีนี้ฝรั่งเศสประกาศว่าจะเปิดตัวซอฟต์แวร์สำหรับการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ซึ่งพัฒนาโดยรัฐบาลฝรั่งเศส แทนการใช้บริการของบริษัทอเมริกันอย่างซูมและไมโครซอฟท์ ทีม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและอธิปไตย
ปลายปีที่แล้วสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศได้ลงนามในปฏิญญา “ความมุ่งหมายร่วมกันที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งแห่งอธิปไตยดิจิทัลของยุโรปและลดการพึ่งพาเชิงกลยุทธ์”
ตามข้อมูลของบริษัทวิจัยการ์ตเนอร์ระบุว่า งบประมาณโครงสร้างพื้นฐานด้าน “คลาวด์” ในกลุ่มประเทศยุโรปปี 2027 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2025 มากกว่า 3 เท่า เป็น 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ นับว่าเพิ่มขึ้นสูงกว่าอเมริกาเหนือและจีนอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าชาติยุโรปจะเลิกใช้บริการของบริษัทอเมริกันในเร็ววันนี้ เพราะยังมีความจำเป็นต้องใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลบางอย่างอยู่
สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐนั้น ถึงแม้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุม “ความมั่นคงมิวนิก” ที่นครมิวนิกของเยอรมนี เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และมีท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น แต่นักการเมืองในยุโรปก็ยังไม่วางใจ
รูบิโอกล่าวว่า สหรัฐไม่มีความตั้งใจจะทอดทิ้งความเป็นพันธมิตรที่ลึกซึ้งกับยุโรป และอยากให้ยุโรปประสบความสำเร็จ อยากให้ยุโรปแข็งแกร่ง เชื่อว่ายุโรปจะอยู่รอด เพราะสงครามใหญ่สองครั้งในศตวรรษที่แล้วเป็นสิ่งเตือนความจำที่ยิ่งใหญ่ว่า ในที่สุดแล้วโชคชะตาของเราเกี่ยวพันกับโชคชะตาของยุโรป
คำกล่าวของรูบิโอที่มีความสมานฉันท์มากขึ้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสุนทรพจน์ของ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ในงานเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแวนซ์ได้บริภาษยุโรปอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าภัยคุกคามใหญ่ที่สุดของยุโรปเกิดจากภายใน มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอกอย่างรัสเซียและจีน โดยอ้างว่าปัญหาของยุโรปมีทั้งการจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ปัญหาการควบคุมผู้อพยพ การกีดกันพรรคการเมืองปีกขวา
นักการเมืองยุโรปบางคนชี้ว่า ถึงแม้คำพูดของรูบิโอจะฟังดูอบอุ่น แต่ปัญหาต่าง ๆ ก็ยังเหมือนเดิม
ดังนั้น ยุโรปไม่สามารถแค่มาฟังสุนทรพจน์ของคนนั้นคนนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ ต้องยืนด้วยขาตนเองให้ได้ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ยุโรปต้องโฟกัสที่ตัวเอง เน้นการติดอาวุธให้ตัวเอง โฟกัสไปที่ภัยคุกคามจากรัสเซีย โฟกัสไปที่ความสามารถในการแข่งขัน มองหาหุ้นส่วนจากทั่วโลกที่ยินดีทำงานร่วมกับยุโรป เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น บราซิล ฯลฯ หากเรากำลังมองหา “ระเบียบโลกใหม่” มันหมายถึงการต้องมีหุ้นส่วนระดับโลกใหม่ ๆ และรักษาพันธมิตรของเราไว้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ยุโรปเร่ง ‘อธิปไตย’ ดิจิทัล ‘ปลดแอก’ จากการพึ่งพาสหรัฐ