ผู้นำสหรัฐเร่งรักษานโยบายภาษี ประกาศอัตราสูงสุด 15 % ทั่วโลก ตาม Section 122 และยังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ภาษีไปใช้ Section 301 อย่างหนัก หลังจากที่โดนศาลสูงสุดตีตกภาษีแบบต่างตอบโต้ ซึ่งใช้กฎหมาย IEEPA
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ เวลาท้องถิ่นว่า เขาวางแผนเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 10% เป็น 15% โดยจะให้มีผลทันที
ทรัมป์กำลังเร่งดำเนินการเพื่อรักษานโยบายการค้าไว้ หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน IEEPA 1977 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเขาระบุว่า คำพิพากษาของศาลนั้นไม่ถูกต้อง และจึงไม่สำคัญ เพราะมีอีกหลายเครื่องมือที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีเพื่อแก้ไขการค้าที่ไม่เป็นธรรมและไม่สมดุล
โดยในวันเดียวกัน ซึ่งห่างไม่กี่ชั่วโมง หลังคำตัดสินศาลเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ ผู้นำสหรัฐดำเนินการดังนี้
1) ลงนามในคำสั่งบริหารเรียกเก็บภาษี 10 % มีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 มาตรา 122 (Section 122) ที่อนุญาตประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีได้สูงสุด 15 % โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภาก่อน จำกัดระยะเวลาสามารถใช้ได้สูงสุด 150 วัน ทั้งนี้ หากต้องการขยายเวลา รัฐบาลต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
2) คงภาษีที่มีอยู่เดิมภายใต้มาตรา 301 และ 232
3) ต่อมาภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ เวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดีทรัมป์จะเพิ่มภาษี 15 % ตาม Section 122 อันเป็นระดับสูงสุดตามกฎหมายการค้าปี 1974 ฉบับนี้ แต่ยังไม่ระบุวันที่มีผลบังคับใช้
4) สั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐเริ่มการสอบสวนใหม่ภายใต้มาตรา 301 ในกรอบเวลาที่รวดเร็วขึ้น
“เราคาดว่าการสอบสวนเหล่านี้จะครอบคลุมคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่ และจะแก้ไขประเด็นที่น่าเป็นห่วง เช่น กำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม การใช้แรงงานบังคับ การกำหนดราคายา การเลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ และสินค้าและบริการดิจิทัล ภาษีบริการดิจิทัล มลพิษทางทะเล และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการค้าอาหารทะเล ข้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ” เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์
ทรัมป์ให้เหตุผลการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศดังกล่าว เพื่อรับประกันความแน่นอนตามนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเสาหลัก
ความพยายามของประธานาธิบดีในการฟื้นฟูและคงอัตราภาษีนำเข้าไว้ จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายครั้งใหม่ และจะต้องเผชิญหน้ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ในโอกาสกล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน
คาดว่าการแถลงนโยบายจะมุ่งเน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากพรรครีพับลิกันพยายามส่งสารไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รู้สึกไม่พอใจกับราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้
ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่สามารถใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่ 10% – 50% จากคู่ค้าของสหรัฐหลายสิบประเทศ เนื่องจากถูกศาลสูงสุดตีตกด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียงว่าทรัมป์กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายในการใช้ IEEPA มาเป็นข้ออ้างในการกำหนดภาษีแบบต่างตอบโต้ โดยระบุว่าการเรียกเก็บภาษีที่ไม่ผ่านรัฐสภานั้น ขัดรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากศาลไม่ได้ระบุถึงการคืนภาษี คำตัดสินของศาลสูงสุดทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับรายได้จากภาษีศุลกากรที่ได้จัดเก็บไปแล้ว จากการวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก พบว่า บริษัทมากกว่า 1,500 แห่งยื่นฟ้องคดีภาษีศุลกากรต่อศาลการค้าสหรัฐเพื่อเตรียมรับมือกับคำตัดสินดังกล่าว
มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีเพื่อแก้ไข ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องรอให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทำการสอบสวนก่อนจึงจะสามารถบังคับใช้ภาษีได้ และไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส
แต่มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจตามมาตรา 122 คือ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินของสหรัฐ ที่ “มากและร้ายแรง” เพื่อช่วยแก้ไขความไม่สมดุลของการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ
อัตราภาษีศุลกากรถูกจำกัดไว้ที่ 15% และเก็บได้ไม่เกิน 150 วัน ทั้งนี้ จำเป็นต้องผ่านรัฐสภาสำหรับการคงภาษีไว้นานกว่านั้น
ประวัติการใช้งานที่ผ่านมา มาตรา 122 ไม่เคยถูกใช้มาก่อน การใช้มาตรานี้ของทรัมป์ เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้น ซึ่งคือศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ชี้แจงในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วว่า หากทรัมป์ต้องการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้านั้น จะอยู่ภายใต้ขอบเขตของมาตรา 122 ไม่ใช่ IEEPA
มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 อนุญาตให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ภายใต้การกำกับดูแลของประธานาธิบดี สามารถเรียกเก็บภาษีเพื่อตอบโต้มาตรการทางการค้าของประเทศอื่น ๆ ที่ USTR พิจารณาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจอเมริกัน หรือละเมิดสิทธิของสหรัฐภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับอัตราภาษีที่สามารถนำมาใช้ได้
แต่มีข้อจำกัด ช่องทางนี้ไม่ได้ทำให้สามารถบังคับใช้ภาษีได้ทันที เนื่องจาก USTR ต้องดำเนินการสอบสวนก่อน โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานจะต้องขอคำปรึกษาหารือกับรัฐบาลต่างประเทศที่มีการตรวจสอบแนวทางการค้า และขอความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
ภาษีจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติหลังจาก 4 ปี เว้นแต่ USTR จะได้รับคำขอต่ออายุ ซึ่งในกรณีนี้สามารถขยายระยะเวลาการเรียกเก็บภาษีได้
การสอบสวนตามมาตรา 301 มุ่งเน้นไปที่ประเทศเดียว แต่ USTR สามารถดำเนินการตรวจสอบคู่ขนานในประเด็นเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยแรกของทรัมป์ โดยตรวจสอบภาษีบริการดิจิทัลของ 11 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร
สำหรับประวัติการใช้งาน รัฐบาลทรัมป์ชุดแรกใช้มาตรา 301 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปี 2018 หลังจากการสอบสวนนโยบายของจีนเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ไบเดนได้เพิ่มภาษีตามมาตรา 301 สำหรับสินค้าบางประเภทจากจีน รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ในระหว่างดำรงตำแหน่ง
ในเดือนกรกฎาคม 2025 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับบราซิล โดยพิจารณานโยบายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา การปฏิบัติเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า และการเข้าถึงตลาดเอทานอลของประเทศ
อ้างอิง : บลูมเบิร์ก,เอพี,รอยเตอร์
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทรัมป์เร่งปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทั่วโลก อาศัยอำนาจ Section 301-122 สั่งเก็บสูงสุด 15 %