ประชาคมโลกเกิดคำถามว่า การชิงโจมตีก่อน หรือ “Pre-Emptive Attack” หรือ “Pre-Emptive Strikes” จุดชนวนสงครามอิสราเอล-อิหร่านเต็มรูปแบบ หรือไม่ ภายหลังจากที่กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศวันนี้ (เมื่อ 28 กุมภาพันธ์2026) เปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว ในรูปแบบ “ชิงโจมตีก่อน” โดยมีรายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ และได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษและเป็นการถาวร พร้อมสั่งปิดน่านฟ้า ไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์บินผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความเข้าใจคำศัพท์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “การชิงโจมตีก่อน”
Pre-Emptive Strikes คือการโจมตีเชิงป้องกัน คือการดำเนินการทางทหารของประเทศหนึ่ง เพื่อโต้ตอบต่อภัยคุกคามจากประเทศอื่น โดยมีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งประเทศที่คุกคามไม่ให้ดำเนินการตามภัยคุกคาม
เชื่อว่านักศึกษาหรือผู้ที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) รู้จักลัทธิชิงโจมตีก่อนอย่างแน่นอน (Doctrine of Pre-Emptive Strike) โดยเฉพาะในช่วงสงครามอิรัก รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู.บุช ใช้การโจมตีอิรักก่อน อ้างเพื่อป้องกันตัวเอง สร้างความชอบธรรมในการโจมตีอิรัก ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ หลังเชื่อว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้างร้ายแรง หรือ Weapon of Mass Destruction (WMD) การโจมตีดังกล่าว เป็นการยืนกรานว่าสหรัฐมีสิทธิที่จะดำเนินการทางทหารฝ่ายเดียวต่อรัฐนอกกฎหมายและองค์กรก่อการร้าย เพื่อป้องกันหรือบรรเทาการโจมตีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยประเทศหรือองค์กรดังกล่าวต่อสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การกระทำของรัฐบาลสหรัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายจารีตประเพณี และมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นัยของหลักการชิงโจมตีก่อนดังกล่าวมีความร้ายแรง เนื่องจากอาจส่งเสริมให้รัฐอื่น ๆ เช่น อินเดียดำเนินการฝ่ายเดียวต่อศัตรูของตน การที่สหประชาชาติไม่สามารถป้องกันการรุกรานอิรักของสหรัฐ ได้ทำให้เกิดการเสนอแนะว่าสหประชาชาติไม่จำเป็นในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งผู้วางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐและอินเดียมองว่าเป็นการพัฒนาที่ดี
ย้อนไปเมื่อ กองทัพอิสราเอลประกาศเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม ปี 2024 ได้ชิงลงมือโจมตีก่อน หรือ Pre-Emptive Strikes ฐานจรวดของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ทางใต้ของเลบานอน เนื่องจากมีข่าวกรองทราบแน่ชัดว่ากลุ่มเฮซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลังกำลังเตรียมการโจมตีกรุงเทลอาวีฟครั้งใหญ่ เพื่อแก้แค้นที่อิสราเอลสังหารนายฟูอิด ชูคร์ (Fuad Shukr) ผู้บัญชาการอาวุโสเฮซบอลเลาะห์ ที่กรุงเบรุต เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ด้านเฮซบอลเลาะห์ระบุว่ายิงจรวดกว่า 320 ลูกใส่อิสราเอลเมื่อช่วงกลางคืนของวันเดียวกัน พุ่งเป้าสถานที่ทางทหารหลายแห่งของอิสราเอล
ทั้งนี้ สองฝ่ายยืนยันว่าจะไม่ทำสงครามแบบเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ทั้งนายฮัซซัน นาสรัลเลาะห์ ผู้นำเฮซบอลเลาะห์ และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่าได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามเต็มรูปแบบไว้แล้ว
การโจมตีอิหร่านของอิสราเอลล่าสุดนี้ เกิดขึ้นห่างกันกว่า 2 ปีหลังจากที่กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อย่างฮามาสโจมตีอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2023 ยิงจรวดนับพันลูกและบุกทางบกบริเวณชายแดนทางใต้ของอิสราเอลสังหารประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงราว 1,200 ราย และจับตัวประกันหลายรายทั้งคนท้องถิ่นและต่างชาติรวมถึงแรงงานไทย ส่งผลให้อิสราเอลส่งหน่วยรบบุกกาซา และปฏิบัติการทางทหารในเลบาบนอนเพื่อกำจัดฮิซบอลเลาะห์ดังกล่าว ซึ่งทั้งฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ ถูกชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและอิสราเอล พันธมิตรหลักระบุว่าเป็นลูกสมุนอิหร่าน ซึ่งอิหร่านเรียกกองกำลังติดอาวุธทั้งสองกลุ่มว่า “แกนแห่งการต่อต้าน (ตะวันตก)” ขณะที่สหรัฐเรียกว่าเป็น “แกนแห่งความชั่วร้าย”
สงครามกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตฝั่งปาเลสไตน์รวมราว 70,000 ราย ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกาซาภายใต้ฮามาสรายงาน
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลและอิหร่านทำสงครามทางอากาศกันนาน 12 วันในเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วและเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐและอิสราเอลเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขาจะโจมตีอีกครั้งหากอิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: รู้จัก “การชิงโจมตีก่อน” ยิวถล่มอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์ หลังสงครามฮามาส