กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศเปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว ในรูปแบบ “ชิงโจมตีก่อน” หรือ “Pre-Emptive Attack” และได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษและเป็นการถาวร พร้อมสั่งปิดน่านฟ้าอิสราเอล ไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์บินผ่าน ขณะที่ต่อมา ‘ทรัมป์’ ยืนยันสหรัฐปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่สนับสนุน
รัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่าได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อน “Pre-Emptive Attack” ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่การเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง และทำให้ความหวังที่จะหาทางออกทางการทูตสำหรับข้อพิพาทนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อมานานระหว่างเตหะรานกับตะวันตกริบหรี่ลงไปอีก
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลและอิหร่านทำสงครามทางอากาศกันนาน 12 วันในเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วและเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐและอิสราเอลเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขาจะโจมตีอีกครั้งหากอิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่อไป
“รัฐอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อนเพื่อขจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อิสราเอล คัตซ์ กล่าว พร้อมกันนี้ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษและเป็นการถาวรทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ทางการอิสราเอลสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว โดยไม่อนุญาตให้เที่ยวบินพลเรือนบินผ่านในขณะนี้
สื่ออิหร่านรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดในกรุงเตหะรานในวันเดียวกัน ด้านแหล่งข่าวรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัยแล้ว หลังได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้ง ทำให้การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เตหะรานจึงถูกระงับ
โดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐยืนยันสหรัฐเปิดฉากปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน สนับสนุนอิสราเอลชิงโจมตีอิหร่านก่อน
ต่อมา เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกแถลงการณ์ระบุว่า “พี่น้องชาวอิสราเอลทั้งหลาย เมื่อไม่นานมานี้ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการเพื่อกำจัดภัยคุกคามร้ายแรงจากระบอบก่อการร้ายในอิหร่าน”
“ผมขอขอบคุณเพื่อนที่ดีของเรา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับความเป็นผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ของท่าน ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ระบอบอยาตอลลาห์ได้ตะโกนว่า ‘ความตายแด่อิสราเอล’ ‘ความตายแด่อเมริกา’
“มันได้หลั่งเลือดของเรา สังหารชาวอเมริกันจำนวนมาก และสังหารหมู่ประชาชนของตนเอง ระบอบก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมนี้ไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ที่จะทำให้มันคุกคามมวลมนุษยชาติ การดำเนินการร่วมกันของเราจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ประชาชนชาวอิหร่านผู้กล้าหาญได้กำหนดชะตากรรมของตนเอง
“ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของประชาชนชาวอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นชาวเปอร์เซีย ชาวเคิร์ด ชาวอาเซอร์ไบจาน ชาวบาลูชี และชาวอาห์วาซี จะต้องปลดแอกตนเองจากแอกแห่งการกดขี่ และสร้างอิหร่านที่เสรีและสงบสุข”
“ “ผมขอวิงวอนท่านทั้งหลาย พลเมืองชาวอิสราเอล โปรดฟังคำสั่งของกองบัญชาการป้องกันประเทศ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในปฏิบัติการ ‘เสียงคำรามของสิงห์’ เราทุกคนจะต้องมีความอดทนและเข้มแข็ง
“เราจะยืนหยัดร่วมกัน เราจะต่อสู้ร่วมกัน และเราจะรักษาความยั่งยืนของอิสราเอลไว้ด้วยกัน” ผู้นำอิสราเอลกล่าว
ก่อนหน้านี้ สหรัฐและอิหร่านได้เริ่มการเจรจาอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อพยายามแก้ไขข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษผ่านทางการทูตและหลีกเลี่ยงภัยคุกคามจากการเผชิญหน้าทางทหารที่อาจทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันว่าข้อตกลงใดๆ ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะต้องรวมถึงการรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ใช่แค่การหยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และได้ล็อบบี้สหรัฐให้รวมข้อจำกัดเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของอิหร่านไว้ในการเจรจาด้วย
อิหร่านกล่าวว่าพร้อมที่จะหารือเกี่ยวกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตนเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ปฏิเสธที่จะเอาประเด็นขีปนาวุธมาเกี่ยวข้อง
อิหร่านยังกล่าวอีกว่าจะป้องกันตนเองจากการโจมตีใดๆ อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ที่พักแก่กองกำลังสหรัฐว่าจะตอบโต้ฐานทัพอเมริกันหากวอชิงตันโจมตีอิหร่าน
ย้อนไปเมื่อในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สหรัฐเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นการปฏิบัติการทางทหารโดยตรงที่สุดของอเมริกาต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ด้านเตหะรานตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพอากาศอัลอูเดดของสหรัฐฯ ในกาตาร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง
ชาติมหาอำนาจตะวันตกเตือนว่าโครงการขีปนาวุธของอิหร่านคุกคามเสถียรภาพในภูมิภาค และอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้หากพัฒนาสำเร็จ เตหะรานปฏิเสธว่าไม่ได้ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ไทม์ส ออฟ อิสราเอล สื่อท้องถิ่นระบุว่า ขณะที่การโจมตีอิหร่านกำลังดำเนินอยู่ อิสราเอลได้ปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพลเรือน
กระทรวงคมนาคมระบุในแถลงการณ์ว่า “ขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางมายังสนามบินจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม” “ผู้โดยสารที่อยู่ต่างประเทศในขณะนี้ โปรดติดตามข่าวสารผ่านสื่อและสายการบินของท่านเกี่ยวกับตารางเที่ยวบินเมื่อน่านฟ้าเปิดให้บริการอีกครั้ง”
แถลงการณ์เพิ่มเติมว่า ชาวอิสราเอลที่อยู่ต่างประเทศ “ขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของสภาความมั่นคงแห่งชาติ”
“ทันทีที่สถานการณ์ด้านความปลอดภัยเอื้ออำนวย น่านฟ้าจะเปิดให้บริการอีกครั้งและเที่ยวบินไปและกลับจากอิสราเอลจะกลับมาดำเนินการตามปกติ จะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนที่เที่ยวบินจะกลับมาให้บริการ”
ตามที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างจนอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของคนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว นั้น
กระทรวงการต่างประเทศไทยขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากผลกระทบจากการสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ ในขณะที่สายการบินพาณิชย์ยังให้บริการอยู่ (หากยังเปิดให้บริการ) หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัย (shelter) ป้องกันการโจมตีโดยขีปนาวุธได้ให้บริการอยู่โดยเร็ว
นอกจากนี้ ขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นยิ่งยวดพิจารณาการตัดสินใจเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวอย่างรอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จึงขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กรณีที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ หรือสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านข่าวต้นฉบับ: อิสราเอล “Pre-Emptive Attack” เปิดฉากชิงโจมตีอิหร่านก่อน ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการใหญ่