ดร.กอบศักดิ์ ชี้โลกกำลังก้าวสู่ระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นไทยที่ปรับฐานแรง เตือนหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 4 สัปดาห์ ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมัน กระทบเศรษฐกิจจริง เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ พร้อมเสนอรัฐเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ลดพึ่งพาภายนอก และเตรียมรับแรงกระแทกจากการเผชิญหน้ามหาอำนาจ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงภาวะ “ไม่ปกติ” จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการปรับฐานของตลาดทุนในหลายประเทศ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวลงแรงภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความกังวลของนักลงทุน
ประเทศที่มีความเสี่ยงคล้ายคลึงกัน 3 แห่ง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นปรับขึ้นแรง โดยเกาหลีใต้ปรับขึ้นกว่า 50% ตั้งแต่ต้นปี ไทยราว 25% และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากฐานเดิม ทำให้มีโอกาสเกิดการปรับฐานรุนแรงเมื่อเผชิญแรงกระทบด้านความเชื่อมั่น
ส่วนอีกปัจจัยร่วมสำคัญคือโครงสร้างการนำเข้าน้ำมัน โดยญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าเกือบ 90% เกาหลีใต้เกือบทั้งหมด และไทยมีสัดส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางในระดับสูง ทำให้เปราะบางต่อความเสี่ยงด้านพลังงาน เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ นักลงทุนจึงเร่งลดความเสี่ยง ยิ่งกดดันตลาดให้ผันผวนมากขึ้น
“ตลาดทุนมักตอบสนองล่วงหน้าก่อนเศรษฐกิจจริง โดยระลอกแรกคือแรงกระแทกต่อตลาดทุน ค่าเงิน และความเชื่อมั่น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นแล้ว ส่วนระลอกถัดไปจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง ผ่านต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และการผลิต หากสถานการณ์ยืดเยื้อ” ดร.กอบศักดิ์กล่าว
เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศซาอุดีอาระเบีย และโรงงานก๊าซธรรมชาติในกาตาร์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 40-50% ภายในเวลาอันสั้น และราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นมาอยู่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก โดยปัจจุบันมีเรือบรรทุกน้ำมันติดค้างกว่า 100 ลำ หรือคิดเป็นราว 10% ของเรือขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากไม่สามารถขนส่งออกมาได้อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย
แม้ปัจจุบันผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นยังจำกัดอยู่ในราคาสินทรัพย์ ค่าเงินบาท และความเชื่อมั่น แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 4 สัปดาห์ตามที่หลายฝ่ายประเมิน ความเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันอาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะกระทบต่อภาคการผลิต โลจิสติกส์ และค่าครองชีพ โดยไทยมีสต๊อกน้ำมันสำรองไม่สูงนักเมื่อเทียบกับความต้องการใช้
ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างจริงจัง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นไปได้ที่สงครามจะยืดเยื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนน้ำมัน และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ รวมถึงเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งวางแผนล่วงหน้า ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การสำรองน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทดแทน และการประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพราะหากเกิดภาวะช็อกด้านอุปทานขึ้นจริง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจไม่ทันการณ์
โดยปัญหาที่เห็นในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าระหว่างบางประเทศ แต่มีลักษณะเป็น “ซีรีส์ความขัดแย้ง” ที่อาจหมุนเวียนจากภูมิภาคหนึ่งไปสู่อีกภูมิภาค และในที่สุดอาจย้อนกลับมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการพึ่งพาภายนอกมากเกินไป ควบคู่กับการดูแล SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งด้านอาหาร ยารักษาโรค และความปลอดภัย พร้อมทั้งเร่งส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
อย่างไรก็ตาม พื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยยังมีศักยภาพที่จะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจไม่ใช่เหตุการณ์ระหว่างประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างมหาอำนาจ ที่อาจลุกลามเป็นระลอกไปยังหลายภูมิภาค รวมถึงไทย เราต้องยอมรับความจริง เตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของโลกในระยะต่อไปได้” ดร.กอบศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังสูง เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่ปกติ ความผันผวนจะอยู่กับตลาดไปอีกระยะ ผู้ที่ต้องการลงทุนควรใช้เงินที่สามารถรับความเสี่ยงได้ และต้องมีความแข็งแกร่งทางจิตใจ เพราะแม้แต่สินทรัพย์ที่มักถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัยอย่างทองคำและเงิน ก็ยังมีความผันผวนและปรับตัวลงแรงได้ในช่วงที่ผ่านมา
ดร.กอบศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ว่า โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้ายุคแรกที่ขับเคลื่อนด้วยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปี 2569 โลกเข้าสู่สงครามการค้ายุคที่สอง ซึ่งมี “Military Hotspots” เกิดขึ้นเป็นประจำ สถานการณ์ที่เห็นว่าย่ำแย่ในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ทั้งนี้ ผลกระทบจะมาเป็น 4 ระลอก (Waves) ตั้งแต่ตลาดทุนในระยะแรก ก่อนลุกลามสู่เศรษฐกิจจริง การย้ายฐานการผลิต และแนวโน้ม De-Dollarization ในระยะยาว โดยยอมรับว่าไทย “หมดบุญเก่า” แต่แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เงินทุนบางส่วนไหลจากจีนเข้าสู่ไทย เกิดโอกาสในบางเซ็กเตอร์ใหม่ ทว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวช้าช่วงหนึ่ง รัฐบาลจึงต้องทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านสั้นที่สุด
“รัฐบาลชุดใหม่จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากมหาอำนาจ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน และการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีให้รวดเร็วที่สุด คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่” ดร.กอบศักดิ์กล่าว
ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า ภายใต้การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โลกกำลังก้าวสู่สงคราม 5 มิติ ได้แก่ 1) สงครามการค้าและกำแพงภาษี 2) สงครามเทคโนโลยี 3) การแข่งขันด้านทรัพยากรและแร่ยุทธศาสตร์ 4) สงครามการเงินจากความผันผวนค่าเงินและระบบชำระเงิน และ 5) การช่วงชิงพันธมิตร ซึ่งจะทำให้ความมั่นคงและเศรษฐกิจแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญคือ การลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ โดยเสนอให้ลดสัดส่วนการส่งออกจาก 20% เหลือ 10% พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เช่น อินเดีย สหภาพยุโรป ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มแข็งในประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน และเตรียมรับแรงกระแทกจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ โดยเฉพาะความมั่นคงด้านอาหารและยา
“ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่ามีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ และวันหนึ่งประเทศไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง เราต้องเตรียมการเพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้” ดร.กอบศักดิ์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘กอบศักดิ์’ หวั่นไทยขาดแคลนน้ำมัน เร่งรัฐวางแผนรับมือความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ