สงครามตะวันออกกลางสู่ปัญหา “วิกฤตพลังงาน” ต่างชาติประเมินไทย “เจ็บหนักสุด” ในเอเชียจากผลกระทบราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ “อมรเทพ-CIMB” เตือนไทยเสี่ยง stagflation เศรษฐกิจไม่โต สวนทาง “เงินเฟ้อพุ่ง- สินค้าขึ้นราคา” ค่าครองชีพสูง รัฐต้องเตรียมแผนรับมือให้ชัด ภาคธุรกิจ-เอกชนปรับแผนรับมือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน-ค่าไฟและค่าขนส่งขยับยกแผง วางแผนเร่งสต๊อกสินค้ารับมือวัตถุดิบขยับราคา กลุ่มอะลูมิเนียม-บรรจุภัณฑ์อาหาร ยอมรับอั้นไม่อยู่ เตรียมปรับขึ้นราคา เม.ย.นี้ ผู้ผลิตแอร์เผยแผนล็อกราคาวัตถุดิบยาว 1 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศหลายสำนักรายงานตรงกันว่า “เอเชีย” คือภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้น เพราะเอเชียถือเป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูง และ “ไทย” ถือว่าเป็นประเทศที่จะเจ็บหนักสุดในเอเชีย จากผลกระทบของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น เพราะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย เมื่อเทียบกับ GDP โดยอยู่ที่ราว 6% ของ GDP
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างจริงจัง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นไปได้ที่สงครามจะยืดเยื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนน้ำมัน และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ รวมถึงเศรษฐกิจไทยในอนาคต
“รัฐบาลต้องเร่งวางแผนล่วงหน้า ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การสำรองน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทดแทน และการประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพราะหากเกิดภาวะช็อกด้านอุปทานขึ้นจริง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจไม่ทันการณ์”
ปัญหาที่เห็นในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าระหว่างบางประเทศ แต่มีลักษณะเป็น “ซีรีส์ความขัดแย้ง” ที่อาจหมุนเวียนจากภูมิภาคหนึ่งไปสู่อีกภูมิภาค และในที่สุดอาจย้อนกลับมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการพึ่งพาภายนอกมากเกินไป ควบคู่กับการดูแล SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งด้านอาหาร ยารักษาโรค และความปลอดภัย พร้อมทั้งเร่งส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจไม่ใช่เหตุการณ์ระหว่างประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างมหาอำนาจ ที่อาจลุกลามเป็นระลอกไปยังหลายภูมิภาค รวมถึงไทย เราต้องยอมรับความจริง เตรียมรับมือกับสถานการณ์เพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้ิ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้มีความกังวลเรื่องผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากสงคราม เงินเฟ้อไทย ราคาสินค้า ต้นทุนธุรกิจจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน แล้วจะรับมืออย่างไร โดยในภาวะสงครามมักจะเกิด Stagflation คือเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง เศรษฐกิจชะลอต่ำ เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนทุกอย่าง ไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตจะขยับขึ้นสูงซึ่งเป็นทั่วโลก โดยการปรับตัวต้องทำตั้งแต่ภาครัฐจนถึงเอกชน
“ภาครัฐวันนี้ต้องชัดเจนว่ามีน้ำมันสำรองเท่าไหร่ วางแผนซื้อจากที่อื่นอย่างไร นโยบายประหยัดพลังงานอย่างไร เอกชนมีแผนลดการใช้พลังงานอย่างไร วันนี้ถ้าเรารู้จะอยู่อย่างรอบคอบได้ ทุกคนจะต้องประหยัดและรัดกุม เพราะเราไม่สามารถประเมินสถานการณ์สงครามได้ว่าจะจบอย่างไร แต่วันนี้เราไม่ได้ยินนโยบายอะไรเลยจากรัฐบาล”
ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า ในมุมธุรกิจเอกชนต้องปรับแผนรับมือ ต้องตั้งสำรอง สต๊อกวัตถุดิบไว้บ้าง รวมถึงเงินสดสำรองเพราะไม่รู้ว่าในอนาคตเป็นอย่างไร มีความไม่แน่นอนว่าจะอยู่ในภาวะแบบนี้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
ดร.อมรเทพกล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลหากทำได้เร็วก็จะยิ่งดี แต่ดูแล้วกระบวนการน่าจะเสร็จสิ้นประมาณเดือนเมษายน แต่ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. มองว่าสงครามยังระอุ มีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นในช่วง 2 เดือนนี้ รัฐบาลรักษาการจะรับมืออย่างไร
“ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะด้วยไทม์ไลน์แบบนี้จะทำอย่างไรในช่วง 2 เดือน ที่มีวิกฤตต่างประเทศ ขณะที่ของไทยเองกลายเป็นวิกฤตทางเทคนิค เพราะงบประมาณก็มี แต่ว่าไม่สามารถเบิกใช้ได้เต็มที่”
ตอนนี้แม้จะประชุมออกนโยบายหรือทำอะไรก็มีข้อจำกัด หรือแม้กรณีดีที่สุดเดือน เม.ย.ได้รัฐบาลแล้ว สามารถอัดฉีดเงินได้เลย แต่งบฯกลางที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด จะบริหารจัดการอย่างไร
ขณะที่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือเรื่องแก้ปัญหาสงคราม ปัญหาค่าครองชีพที่กำลังจะสูงกับปัญหาสงคราม แล้วงบฯมีเพียงพอหรือไม่ ต้องมาคุยต่อว่าถ้ายืดเยื้อ แล้วงบฯปี 2570 จะล่าช้าไหม มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณเยอะมากที่ต้องเร่ง
ดร.อมรเทพกล่าวว่า ภาวะที่เกิดขึ้น น่าจะทำให้คนชะลอใช้จ่ายกันหลายส่วน เพราะปกติเวลามีความไม่แน่นอน ยิ่งข่าวร้ายจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นก็จะหายอยู่แล้ว ฉะนั้นคนก็จะไม่กล้าใช้จ่าย โดยเฉพาะบ้าน รถ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งในมุมสินเชื่อปีนี้คงจะเหมือนปีที่แล้ว ปีนี้คงไม่ได้ขยายตัวอะไรมากนัก แม้ว่าดอกเบี้ยจะลดลง ทำได้เพียงประคองเท่านั้น
“อีกตัวช่วยยังมีเรื่องเงินบาท หวังว่าจะอ่อนค่าลง แต่ยังประเมินไม่ได้ว่าอ่อนแล้วจะช่วยได้แค่ไหน”
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน ซึ่งมีโอกาสเกิดมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม โดยผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก เป็นหลัก
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพต่างประเทศของไทย ผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง ซึ่งปัจจัยนี้ประกอบกับแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จะกดดันให้ค่าเงินบาทผันผวนและเสี่ยงอ่อนค่า
นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ครั้งนี้ถือว่าเรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องสงคราม ต้นทุน ความยากของผู้ประกอบการ เนื่องจากปัจจุบันภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทเเข็งค่าที่สุดในภูมิภาค ราคาวัตถุดิบก็อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งแบกรับกันแทบไม่ไหว
สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ในฐานะต้นน้ำของสินค้ารวมถึงบรรจุภัณฑ์ ซึ่งใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว ถ้าได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานเข้ามาซ้ำเติมจะทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม เป็นไปได้สูงที่ต้องมีการปรับราคา แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณสต๊อกคงคลังและราคาพลังงานที่จะปรับสูงขึ้นว่ามากน้อยเท่าไหร่
ด้านนายอภิภพ พึ่งชาญชัยกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมาต้นทุนวัตถุดิบมีการปรับขึ้นราคามาโดยตลอด และล่าสุดวันที่ 6 มี.ค. 2569 ทางผู้ผลิตเม็ดพลาสติกได้ส่งหนังสือแจ้งว่า ออร์เดอร์ที่ยังมีคำสั่งซื้อในเดือน เม.ย. อาจไม่มีวัตถุดิบเม็ดพลาสติกป้อนให้กับผู้ผลิตกลางน้ำ บวกกับมีแนวโน้มว่าค่าน้ำมัน ก๊าซ ค่าไฟฟ้า อาจต้องปรับขึ้น ขณะที่รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันไว้ที่ 15 วัน
ดังนั้นมีแนวโน้มว่ากลุ่มพลาสติกโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำ จะมีการปรับราคาขึ้นภายในเดือน เม.ย.นี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังกลุ่มธุรกิจอาหาร
แม้ว่าบรรจุภัณฑ์จะมีสัดส่วนมูลค่า 5-10% ของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร โดยเชื่อว่าจะมีการส่งผ่านปรับขึ้นราคาส่งผลตรงต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน ขณะที่สินค้าบางประเภทอย่างเฮาส์แวร์ ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง สามารถยังคงตรึงราคาไว้ที่ 3 เดือนได้ ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้าเท่าไหร่นั้นจะต้องดูที่ซัพพลายเออร์จะส่งผ่านต้นทุน และขึ้นราคาแค่ไหน
นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า จากปัญหาในตะวันออกกลาง สิ่งที่กังวลมากที่สุดจะเป็นมู้ดการจับจ่ายของผู้บริโภค, ต้นทุนขนส่ง และแพ็กเกจจิ้งที่ถูกกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแนวทางชัดเจนที่จะไม่ผลักภาระต้นทุนให้ผู้บริโภคจึงจะตรึงราคาสินค้าไว้ พร้อมเพิ่มปริมาณสต๊อกวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือแนวโน้มราคาที่อาจสูงขึ้นในอนาคต
ด้านนายสุวสิต วิทยวิจักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุ๊ป เอสอีบี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัวแบรนด์ Tefal กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีโอกาสจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นทั้งด้านวัตถุดิบและการขนส่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังตรึงราคาสินค้าไว้ตามที่ประกาศไปล่วงหน้าแล้ว ส่วนระยะยาวต้องจับตาดูสถานการณ์ต้นทุนอย่างใกล้ชิด
นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ระยะสั้นรัฐบาลน่าจะต้องโฟกัสกับการรับมือสินค้าที่อาจขึ้นราคา จากผลกระทบเรื่องต้นทุนพลังงาน-ขนส่ง รวมถึงสื่อสารอย่างชัดเจนถูกต้องป้องกันตื่นตระหนก และเรียกความเชื่อมั่น อาทิ เหลือสต๊อกเท่าไหร่ จะรับมือเรื่องราคาอย่างไร เพราะส่วนนี้กระทบทุกภาคส่วน
“ภาคเอกชนพร้อมปรับตัว และมีแผนรับความเสี่ยงกันอยู่หลังได้บทเรียนจากช่วงโควิด จนสามารถปรับตัวได้เร็ว”
นายวีรพลกล่าวว่า ส่วนระยะยาวต้องจับตาค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และหาพลังงานมาทดแทนน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ เช่น โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมติดตั้งโซลาร์เซลล์กันแล้ว เหลือเพียงภาคประชาชนที่ยังไม่แพร่หลายนัก
สำหรับอีมิแน้นท์แอร์ ขณะนี้อาศัยล็อกราคาวัตถุดิบด้วยการสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เพื่อรับมือต้นทุนในระยะยาว ส่วนสินค้าไลน์อัพปี 2569 ผลิตเสร็จสิ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 จึงไม่ถูกกระทบ
นายสมิต ทวีเลิศนิธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากวิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้กลุ่มธุรกิจ SMEs และภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนขั้นสุด ทั้ง Supply Chain Disruption, ค่าระวางเรือพุ่งกระฉูด และวัตถุดิบขาดแคลน สิ่งที่ยากสำหรับภาคธุรกิจไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ “ความไม่แน่นอน” ที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงได้เร่งวางแผนรับมือซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับช่วงโควิด-19
บทเรียนจากโควิดสะท้อนว่า “สภาพคล่อง” สำคัญกว่า “กำไร” โดยเงินสดและวงเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อมที่สุด เพื่อรองรับแรงกระแทกจากต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
“ขณะนี้เริ่มมีการหารือกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด และตัดสินใจเร่งนำเข้าวัตถุดิบสำคัญล่วงหน้าเข้ามาตุนไว้ส่วนหนึ่ง โดยยังรักษาสมดุลไม่ให้ตุนจนเงินสดจม”
อย่างไรก็ตาม จากสภาวะความไม่แน่นอนอาจทำให้ลูกค้าตื่นตระหนกและเร่งสั่งของพร้อมกัน ซึ่งออร์เดอร์ที่ทะลักเข้ามาตอนนี้ ส่วนหนึ่งคือดีมานด์เทียมที่ลูกค้าดึงอนาคตมาตุนไว้ เมื่อเร่งผลิตและขายจนหมด อาจต้องตั้งรับพายุลูกต่อไป คือ “ความเงียบ” ดังนั้นต้องรักษากระแสเงินสดไว้เพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทในยามที่ออร์เดอร์หดตัวในเดือนถัดไป
ปัจจัยสำคัญของวิกฤตพลังงานอีกด้าน คือ ค่าครองชีพของพนักงานเพิ่มขึ้น อาจต้องเตรียมงบประมาณก้อนหนึ่งไว้เป็นสวัสดิการ สนับสนุนค่าใช้น้ำมันให้พนักงาน และเริ่มรณรงค์ระบบ Carpool นั่งรถมาทำงานด้วยกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพราะเมื่อพนักงานหลังบ้านมีความแข็งแรง ถึงจะสามารถช่วยฝ่าวิกฤตหน้าบ้านได้
นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากปัญหาตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในส่วนของค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ แนวโน้มค่าระวางไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และบริเวณใกล้เคียงจะเพิ่มขึ้น เพราะ ็แรงตึงตัวของเรือในระยะสั้นิ แต่ปริมาณกองเรือโลกลงน้ำค่อนข้างมากในปีนี้ ทำให้คาดว่าค่าระวางในเส้นทางอื่น ๆ จะไม่ขยับสูงจนเกินไป และจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงโควิด-19
ขณะนี้สายเรือมีการเรียกเก็บ Surcharge ในอัตราสูงมาก อาทิ CMA, CGM เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมอัตรา 2,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต อัตรา 3,000 เหรียญสหรัฐ ต่อตู้ 40 ฟุต และ 4,000 เหรียญสหรัฐต่อ Reefer (ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ)
รวมถึงส่วนเพิ่มความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Premium) รวมทั้งหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 8-9% จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคา Bunker Fuel (น้ำมันที่ใช้ขับเคลื่อนเรือเดินทะเล) และการเก็บ Fuel Surcharges ซึ่งจะทยอยประกาศตามมาด้วย
นอกจากนี้มีรายงานว่า ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ทางกลุ่ม P&I Club จะยกเลิกสัญญาประกันภัยตัวเรือ และให้บริษัทเรือ เจ้าของเรือไปเจรจาใหม่ ซึ่งคาดว่าค่าเบี้ยประกันภัยตัวเรือ กรณีผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะสูงมากถึง 1-2 ล้านเหรียญต่อเที่ยวเรือ ซึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังเจ้าของสินค้าในลักษณะ Surcharge ต่อไป ขณะที่เจ้าของสินค้าก็จะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสินค้าการขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ War Risk Surcharge เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทยมี พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกำกับดูแลโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่อาจนำมาใช้ในการกำกับดูแลค่าระวางได้ แต่การบังคับใช้ของกฎหมายอาจไปไม่ถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และการบังคับใช้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ จะมองว่าเรื่องค่าระวางมีความสำคัญเพียงพอหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การดำเนินการหามาตรการ และแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์ประกอบ 37 คน มีนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธาน, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นรองประธาน ขณะที่ รมว.กลาโหม รมว.การต่างประเทศ รมว.พาณิชย์ รมว.แรงงาน รมว.พลังงาน เป็นกรรมการ
สำหรับส่วนราชการ อาทิ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่ภาคเอกชนที่ร่วมคณะกรรมการ อาทิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังจากการประชุมร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และจะยังคงมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชน ได้กำชับให้กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบป้องกันไม่ให้มีการกักตุน และจะเร่งจัดส่งน้ำมันให้เพียงพอโดยเร็ว
ด้านมาตรการลดภาระค่าครองชีพ รัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซล 15 วัน (ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569) หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะพิจารณาเรื่องการชดเชยอีกครั้ง นอกจากนั้นมีแผนที่จะนำน้ำมันดีเซล B100 ที่ผลิตได้เองภายในประเทศมาใช้ และอาจพิจารณานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่มีมาตรฐานรองลงมา เนื่องจากมีราคาถูกกว่า
ขณะที่การผลิตไฟฟ้าได้เร่งจัดหา LNG เพิ่มเติม พร้อมเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล ถ่านหิน และเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่มีไฟดับ และจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลด้านราคาน้ำมันอย่างเต็มที่
“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เรามีพลังงานเพียงพอและจะบริหารจัดการอย่างสุดความสามารถในสถานการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด” นายอรรถพลกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘วิกฤตพลังงาน’ ต้นทุนพุ่ง ธุรกิจปรับแผน-ตุนวัตถุดิบ จับตาเมษาฯสินค้าแห่ขึ้นราคา