เปิดไทม์ไลน์พรรคภูมิใจไทยเร่งสปีดตั้งรัฐบาลรวมได้ 290 เสียง จาก 15 พรรคการเมือง ลุ้น 12 มี.ค. เปิดสภาเลือกประธาน ก่อนโหวตนายกฯ 19 มี.ค. และตั้งรัฐบาลเริ่มปฏิบัติหน้าที่ภายในเดือน เม.ย. โจทย์ใหญ่ทั้งการจัดสรรเก้าอี้ไม่ให้เกิดปัญหา และที่สำคัญคือรับมือเอฟเฟ็กต์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน สภาพัฒน์แนะเร่งทำงบฯปี 2570
พรรคภูมิใจไทยฉลองชัยชนะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง รวมเสียงตั้งรัฐบาลเบื้องต้น 290 เสียง จากทั้งหมด 15 พรรค ก่อนเปิดสนามช้างอารีนา แห่งเมืองบุรีรัมย์ เปิดตัวการเป็นรัฐบาลอนุทิน 2 ในวันที่ 8-9 มีนาคม โดย 292 เสียง ที่จะยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เบื้องต้นประกอบด้วย
พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียงพรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง พรรคโอกาสใหม่ 1 เสียง
วงในการตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การทำงานเอาไว้ โดยคาดการณ์ ว่าภายหลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ โดยมี สส.เข้าไปรายงานตัววันสุดท้าย 10 มีนาคม เมื่อ สส.ไปรายงานตัวต่อสภาครบร้อยละ 95% แล้ว จะทำรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรก
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ที่ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิด และทรงปิดประชุม พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์มาทํารัฐพิธีก็ได้ โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นวันที่ 12 มีนาคม
จากนั้นวันรุ่งขึ้น 13 มีนาคม คาดว่าจะเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา 2 คน โดยมีรายงานว่าบุคคลที่จะมานั่งเก้าอี้ประธานสภาคือนายโสภณ ซารัมย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จากนั้นประธานสภาจะบรรจุระเบียบวาระลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าไม่เกินวันที่ 19 มีนาคม ก่อนประธานสภาผู้แทนราษฎรนำชื่อนายกฯขึ้นสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ และรอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ขั้นตอนต่อไปนายกรัฐมนตรีจะจัดทำบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลส่งให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติ ประสานข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการป้องการและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ แล้วจึงนำรายชื่อทั้ง 35 คนขึ้นทูลเกล้าฯ
เมื่อโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีนำ ครม.เข้าถวายสัตย์ฯ รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยคาดว่า ครม.อนุทิน 2 จะสามารถทำงานได้ภายในเดือนเมษายน เป็นการเข้าสู่รัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หลังจากที่ผ่านมากว่า 4 เดือน โดยรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ที่อำนาจถูกจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 อาทิ 1.ไม่อนุมัติงานหรือโครงการ หรือกระทำการที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป
2.ห้ามแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตําแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
3.ห้ามอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็นเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
4.ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทําการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และห้ามกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด
โจทย์ใหญ่นายกฯอนุทินที่ยังไม่ทันตั้งไข่ในสมัย 2 ก็ต้องเร่งเคลียร์ คือปมเก้าอี้รัฐมนตรี ทั้งในพรรคภูมิใจไทย 19 ตำแหน่ง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม แต่ยังมีอีกหลายตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว
ส่วนโผ ครม.ในส่วนพรรคเพื่อไทย 5 ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ 3 รัฐมนตรีช่วยฯและ 1 รองประธานสภา ก็ยังปล่อยข่าวสกัดขาพวกเดียวกันเองจนฝุ่นตลบไปทั้งพรรค แต่ผู้ที่ตัดสินใจเลือกเป็นคนสุดท้ายคือ “เครือข่ายบ้านจันทร์ส่องหล้า” ที่ใกล้จะได้ข้อสรุป
ยังไม่นับ “คลื่นใต้น้ำ” พรรคกล้าธรรม ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค จะแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรออกมาหรือไม่ หากพรรคกล้าธรรมหลุดวงโคจรร่วมรัฐบาล ท่ามกลางคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะ ซึ่งตัวเลขคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีกว่า 40 คดี และเกิน 20 คดีขอให้ผู้ตรวจฯส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือปัญหาไฟสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไทยมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิมากที่สุดในเอเชีย คิดเป็น 4.7% ของGDP และทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลงราว 0.5% ของ GDP ของประเทศ
ก่อนหน้านี้ “อนุทิน” ไม่รอให้ได้อำนาจเต็ม ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์ประกอบ 37 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เป็นประธาน, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นรองประธาน ขณะที่ รมว.กลาโหม รมว.การต่างประเทศ รมว.พาณิชย์ รมว.แรงงาน รมว.พลังงาน เป็นกรรมการ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการอื่น ๆ โดยมีอำนาจหน้าที่ บริหาร-ติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง หาแนวทาง-มาตรการแก้ไขบรรเทาผลกระทบ ให้อำนาจสั่งการส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เรียกประชุม ชี้แจงให้ข้อมูลข่าวสาร
ขณะที่ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณหารือกันว่า ถ้าไม่ต้องการให้งบประมาณ 2570 ออกมาล่าช้ามาก การตั้งรัฐบาลควรจะตั้งให้เร็ว เพราะตามกระบวนการตามสถานการณ์ปกติ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในช่วงต้นสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ดังนั้น คิดว่าถ้าสามารถตั้งรัฐบาลได้ก่อนช่วงสงกรานต์อาจทำให้งบประมาณล่าช้าออกไปประมาณ 1 เดือน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ลุ้นโหวต‘ อนุทิน’ นายก 19 มี.ค. ตั้ง ครม.รับมือไฟสงคราม