คอลัมน์ : Politics policy people forum
พรรคเพื่อไทยได้ สส. 74 ที่นั่ง น้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรค
กลายเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทั้งนักรบในวอร์รูมห้องแอร์ ทีมยุทธศาสตร์ นักรบภาคสนาม แม้กระทั่งนางแบก-นายแบก ต้องถอด-สรุปบทเรียนให้ตรงกันว่า ความพ่ายแพ้ “ต่ำร้อย”มาจากสาเหตุใด
จากที่คาดไว้ว่าน่าจะได้ 150 ที่นั่ง ต่ำสุดประมาณ 110 ไม่ใช่ 74 ที่นั่ง
ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยประชุมถอดบทเรียนมาแล้ว 1 ครั้ง หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป 5 วัน
13 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ผู้ซึ่งถูกชูให้เป็นความหวังใหม่ของพรรค “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” กล่าวปลุกใจทั้ง สส.ที่สอบได้ และผู้ที่กลายเป็น สต. (สอบตก) ว่า
“ผมเชื่อเสมอว่าการพ่ายแพ้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การพ่ายแพ้ที่รู้สาเหตุจะเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ และพวกเราจะสามารถกลับมาได้ หากวันนี้เรารวบรวมกันว่าในบางพื้นที่เกิดอะไรบ้าง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ธรรมดา มีหลายปัจจัย ถ้าวันนี้ทุกคนสามารถให้ข้อมูลทั้งหมดในหลายเขต ในหลายประเด็นหรือแม้กระทั่งมีหลักฐานต่าง ๆ ได้ เราจะสามารถรวบรวมเรื่องนี้ และเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นคะแนนนิยม”
หาก 2 ปีก่อนหน้านั้น พรรคเพื่อไทยก็ “ถอดบทเรียน” หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 เสียงสะท้อนสำคัญที่ยังดังก้องอยู่ คือ คำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ครั้งยังเป็นแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย “เศรษฐา ทวีสิน” ที่พูดไว้หลังความพ่ายแพ้ให้กับพรรคก้าวไกล
“ผมมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นองค์กรที่ครบ สมบูรณ์แบบทุกอย่าง มีวิธีการบริหารจัดการเหมือนองค์กรใหญ่ ๆ ทั่วไป ถ้าคุณใหญ่ทั่วไปแล้วเจออย่างเหตุการณ์วันที่ 14 พฤษภาคม แล้วคุณไม่ Transform ขั้นต่อไปคือพรรคต่ำร้อยแน่นอน อาจจะต่ำกว่านั้นอีก เราเห็นแล้วว่าหลาย ๆ อย่างอีกพรรคหนึ่งเขาทำอย่างไร”
“เราพลาดถึงเรื่องความชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง ผมเชื่อว่าคนในพรรคหลาย ๆ คนไม่ Mind ที่จะพูดเรื่องนี้ ผมก็ต้องพูดเรื่องความชัดเจนของเรา เรามีความชัดเจน แต่หลาย ๆ เรื่องเราอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เอ๊ะ ได้เหมือนกัน ว่าเอ๊ะ มันชัดเจนจริงหรือเปล่า เอ๊ะ มันช้าไปหรือเปล่า”
“เรื่อง Transformation ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่คำพูดคำเดียวมันชัดเจน เรื่อง Speed to Market เรื่องการตัดสินใจที่รวดเร็ว เรื่องมีกรณ์ไม่มีกู และพรรคก้าวไกล U-turn ได้ภายใน 2 ชั่วโมง ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นพรรคเพื่อไทยจะทำได้ภายใน 2 ชั่วโมงหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องยอมรับ เราก็ต้องยอมรับว่า องค์กรสมัยใหม่ พรรคก้าวไกลก็เป็นองค์กรสมัยใหม่ เขาเข้าใจถึงความเร็ว เราต้องมีหลายเรื่อง ซึ่งทุกคนในพรรคเพื่อไทยก็เข้าใจ”
ผ่านมา 2 ปี สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ตรงกับคำพูดของนายกฯเศรษฐา ทุกประการ
ฝุ่นตลบ 2 ศูนย์กลางอำนาจ
ก่อนถึงคิวที่พรรคเพื่อไทยล่มหัวจมท้ายกับพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคเสียงอันดับสองร่วมรัฐบาล มีการจัดเวิร์กช็อปแบ่งกลุ่มเพื่อ “ถอดบทเรียน” อย่างละเอียดทุกมิติ
พร้อมกับวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงาน 5 กระทรวง ที่ตกลงไว้กับพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพรรคเพื่อไทย
อาทิ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร-นโยบายเติมเงินผู้มีรายได้ไม่ถึง 3 พันบาท/เดือน ให้เต็ม 3 พันบาท เพื่อพ้นจากเส้นความยากจน
อย่างไรก็ตาม เหนือสิ่งอื่นใด การขับเคลื่อนภายในพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นรูปแบบ “พรรคเพื่อไทย” ยุคที่ครองเสียงข้างมากมีทีมยุทธศาสตร์ ทีมแกนนำผู้กุมชะตาของพรรค เพื่อเสิร์ฟข้อมูลไปยัง “บ้านจันทร์ส่องหล้า”ตัดสินใจ
ส่งผลให้การจัดทัพรัฐมนตรีเพื่อไทยรอบนี้ยังฝุ่นตลบ ไม่มีจุดลงตัว กลายเป็นการหยั่งเชิงระหว่าง 2 ศูนย์อำนาจ คือ กลุ่มทุนที่ช่วยลงขันลงทรัพยากรไว้กับกองกลาง กับฝั่งเครือข่ายเจ้าของพรรค
ทั้งที่การเจรจาหลังม่านกับพรรคภูมิใจไทยลงตัวแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ มี 5 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 เก้าอี้รองประธานสภา
เมื่อเกิดช่องว่างในการตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นรัฐมนตรี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ชิงเก้าอี้ภายในพรรค
เพื่อไทยเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม สส.ภาคอีสาน ที่ครั้งนี้ได้ สส.มากที่สุด 43 คน ที่ไม่มีใครยอมใคร
รายชื่อ สส.อีสาน ตัวเต็งที่เข้าชิงรัฐมนตรี อาทิ พัฒนา สัพโส สส.สกลนคร เข้าสภาได้ 3 คน ในฐานะที่เป็นบ้านใหญ่สกลนคร มีภรรยาเป็นนายก อบจ. “วิเชียร ขาวขำ” ที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ได้ สส.อุดรธานี 4 ที่นั่ง เช่นเดียวกับ “วิรัช พิมพะนิตย์” สส.กาฬสินธุ์ พาทีมเข้าวิน 4 คน
“มนพร เจริญศรี” สส.นครพนม 5 สมัย ที่ผูกติดอยู่กับกลุ่มเดอะซัน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.การเลือกตั้งของพรรค “จิราพร สินธุไพร” สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 ก็มีหน้าตาเป็น “คนรุ่นใหม่”
เมื่อเก้าอี้รัฐมนตรีมีน้อย จึงเกิดการปล่อยข่าวเพื่อสกัดการนั่งเป็นเก้าอี้รัฐมนตรี
“มนพร” ซึ่งเคยนั่งเก้าอี้ รมช.คมนาคม ในยุครัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร จึงปรากฏเป็นข่าวโยงว่าจะได้ตำแหน่งรองประธานสภา เนื่องจากเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมาก่อน
“ตกใจกับกระแสข่าวดังกล่าวยืนยันว่า ภายในพรรคยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดสรรตำแหน่งใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ” มนพร รีบชิงปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว
ลุ้นคนรุ่นใหม่ ใกล้ศูนย์อำนาจ
ไม่เพียงกลุ่ม สส.อีสาน ที่ฟัดกันเพื่อชิงเก้าอี้รัฐมนตรี ยังมีกลุ่มนักการเมืองในเพื่อไทย ที่แปะสถานะว่า “คนรุ่นใหม่” ที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกฯ ศูนย์กลางบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งทำงานร่วมกันตั้งแต่สมัยอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า อาจได้รับการโปรโมตจากทีมศูนย์อำนาจยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ให้ได้เป็นรัฐมนตรี
หนแรก
ทำให้เกิดการปล่อยข่าวลือว่า ชื่อ 2 ส สุริยะ-สมศักดิ์ เทพสุทิน ถูกตีตก พรรคภูมิใจไทยไม่อนุมัติให้เป็นรัฐมนตรี โดยให้ส่งคนรุ่นใหม่เข้ามาแทน ทว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาปฏิเสธทันควัน
ดังนั้นช่วงที่การเมืองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม วัดหัวใจว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
จึงมีความเคลื่อนไหวในซุ้มการเมืองสายนายทุนเตรียมถกหาข้อสรุปผลักดันชื่อที่จะได้เป็นรัฐมนตรี ในฐานะที่ทุ่มทรัพยากรเข้ากองกลาง สู้ศึกเลือกตั้ง
ขณะที่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ก็มีทีมยุทธศาสตร์ในฐานะเครือข่าย อาจเสนอรายชื่อ “คนรุ่นใหม่” ไปเป็นรัฐมนตรี
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย กรมราชทัณฑ์ได้ระบุเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวพักการลงโทษได้ในวันถัดไปคือ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
5 มีนาคม “แพทองธาร ชินวัตร” และสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “วันนี้ก็เป็นปกติ อัพเดตชีวิตธรรมดา ส่วนสุขภาพคุณพ่อยังเเข็งเเรงดี
ตอนนี้โอเค”
นักข่าวถามว่าวันที่ 9 มีนาคม จะครบ 6 เดือนแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง เพราะก็เป็นเวลาครึ่งปีแล้ว “แพทองธาร”ก้มหน้าสักครู่และเงยหน้าตอบว่า “ก็..รู้สึกว่านาน ก็ให้กำลังใจกันไปว่าอีก 2 เดือนก็จะได้ออกแล้ว ก็หวังว่าคงต้องให้กำลังใจกันไป ให้ท่านมีกำลังใจในทุกวัน”
เก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อไทย สุดท้าย “เจ้าของพรรค” ตัวจริง ยังเป็นผู้ตัดสิน
อ่านข่าวต้นฉบับ: เกมชิงรัฐมนตรีเพื่อไทย 74 เสียง ยุคเปลี่ยนดุลอำนาจ