“ธรรมนัส” เปิดสัมมนา 74 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานบัญชี ขับเคลื่อนสหกรณ์สู่ความโปร่งใสอย่างยั่งยืน ส่วนปัญหาด้านการตลาดของสินค้าเกษตรยังไม่รุนแรงมากนัก จากปัญหาตะวันออกกลางพร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ไขปัญหาจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “ยกระดับมาตรฐาน เชื่อมโยงเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนสหกรณ์สู่ความยั่งยืน” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ครบรอบ 74 ปี ว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ความสำคัญการพัฒนาสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ยกระดับการบริหารจัดการด้านการเงินด้วยเทคโนโลยี พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ข้อมูลทางการเงินเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
รวมทั้งสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและข้อมูลบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ การวิเคราะห์ต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาระบบบัญชีของสหกรณ์ให้มีมาตรฐาน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนานวัตกรรม SmartMe Plus แอปพลิเคชันด้านการเงินส่วนบุคคลสำหรับประชาชนสามารถบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายได้ง่าย รองรับการบันทึกข้อมูลด้วยเสียง
พร้อมฟังก์ชันวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินและสนับสนุนการวางแผนธุรกิจ เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำตอบสนองความต้องการของตลาด สอดคล้องกับนโยบาย Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานระบบสารสนเทศทางการบัญชี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบบัญชีที่ถูกต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันสหกรณ์และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ในการกำกับดูแล ตรวจสอบ และพัฒนาระบบบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจด้านสหกรณ์ 9,000 แห่ง สมาชิกสหกรณ์ 12 ล้านคน ภายใต้ทุนดำเนินงาน 4.19 ล้านล้านบาท มีการดำเนินธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 13.47 ของ GDP ประเทศ อีกทั้งได้มีการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศมากกว่า 9,142 แห่ง และยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมทางการเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์กว่า 250,255 ราย พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผ่านการอบรมบัญชีต้นทุนอาชีพและการใช้ข้อมูลบัญชีในการวิเคราะห์ธุรกิจให้แก่เกษตรกรกว่า 15,508 ราย รวมทั้งส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้ประชาชนกว่า 18,800 ราย เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนต่อไป
ขณะที่ สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เกษตรกรใช้ รวมถึงต้นทุนการผลิตของภาคเกษตรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งยังมีกลุ่มชาวประมงส่งสัญญาณเตรียมเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ขณะนี้คณะรัฐมนตรียังมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งหากเป็นนักการเมืองคนอื่น อาจเตรียมเก็บของกลับบ้านไปแล้ว แต่ตนยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
โดยจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนโยบายและการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงดำเนินการตามปกติ โดยได้ประสานงานกับ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงอธิบดีของแต่ละกรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อหารือแนวทางรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ
ส่วนปัญหาด้านการตลาดของสินค้าเกษตรยังไม่รุนแรงมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ยหรือราคาน้ำมัน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง และเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้บริหารของกระทรวงว่า จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนต่อไปในการดำเนินนโยบายต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: “ธรรมนัส” หารือผู้บริหารกระทรวงเร่งแก้สินค้าเกษตร รอรัฐบาลใหม่เข้ามา