มองสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล ในช่วงสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง ผ่านโครงสร้างน้ำมัน การชดเชยกองทุนน้ำมันเป็นอย่างไร ราคาส่วนไหนที่น่ากังวล
สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่ความกังวลถึงวิกฤตพลังงานในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของภาคการขนส่ง
แล้วสถานการณ์ดีเซลปัจจุบัน เมื่อเทียบกลับไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไร และมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจ ซ่อนอยู่ในสถานการณ์น้ำมันดีเซลที่หลาย ๆ คนต่างกังวล
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนดูสถานการณ์น้ำมันดีเซล ผ่านโครงสร้างราคา ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันนี้ (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569)
ก่อนเราจะไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับราคาน้ำมันในตอนนี้ อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ราคาน้ำมันที่เราจ่ายไปต่อการเติม 1 ลิตร มีโครงสร้างหรือมีค่าใช้จ่ายอะไรซ่อนอยู่บ้าง
โดยจากข้อมูล ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย มีโครงสร้างดังนี้
ราคา ณ โรงกลั่น หรือ ราคาเนื้อน้ำมัน (Ex-Refinery Price) ประกอบด้วย ราคาน้ำมันสำเร็จรูป และ ราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ (เอทานอลหรือไบโอดีเซล) ตามสัดส่วนที่ผสม ทั้งนี้ ตัวเลขราคา ณ โรงกลั่น ตามโครงสร้าง คำนวณตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมิใช่ต้นทุนราคาซื้อขายจริงของผู้ประกอบการ
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือ ภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระต่อรัฐในการที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จัดเก็บเป็นอัตราคงที่ต่อลิตร เมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นหรือคลังน้ำมัน
ภาษีมหาดไทย (ภาษีเทศบาล) คือ ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นเพื่อราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับสินค้าหรือบริการ ตามมาตรา 150 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย โดยกำหนดอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภท ตามกระทรวงการคลัง
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fund) คือ เงินส่งเข้าหรือเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นผู้กำหนดอัตราเงินส่งเข้าหรืออัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation Fund) คือ เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นผู้กำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนฯ
ราคาขายส่งน้ำมัน คือ ผลรวมของข้อ 1 ถึง ข้อ 5 ประกอบด้วย ราคา ณ โรงกลั่น (ราคาเนื้อน้ำมัน) ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนั้น ราคาขายส่งน้ำมัน = ราคา ณ โรงกลั่น + ภาษีต่างๆ (ไม่รวม VAT) + กองทุนต่างๆ ทั้งนี้ ตัวเลขราคาขายส่งตามโครงสร้างมาจากราคา ณ โรงกลั่น จึงเป็นตัวเลขจากการคำนวณเพื่อการอ้างอิง มิใช่ราคาซื้อขายจริงของผู้ประกอบการ
ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการในส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่างๆ โดยกระทรวงการคลัง ปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่อัตราร้อยละ 7
ราคาขายส่งน้ำมันรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ผลรวมของราคาขายส่งน้ำมัน และภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง
ค่าการตลาด คือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรวมผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ (ทั้งผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการสถานีบริการ) เช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าก่อสร้างสถานีบริการ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าขนส่งน้ำมัน เป็นต้น ค่าการตลาดในโครงสร้าง คำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และราคาขายส่งน้ำมัน (ค่าการตลาด = ราคาขายปลีกน้ำมัน/1.07 – ราคาขายส่งน้ำมัน)
ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด (Marketing Margin) คิดเป็นร้อยละ 7 ของค่าการตลาด
ราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เป็นราคาขายหน้าสถานีบริการ ซึ่งกำหนดโดยผู้ประกอบการตามการแข่งขัน ตัวเลขราคาขายปลีกในโครงสร้างอ้างอิงจากราคาขายปลีกของผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งการจำหน่ายสูงสุด
สถานการณ์ราคาน้ำมัน ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569 พบว่า ปัจจุบันมีการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในแทบทุกกลุ่ม มีเพียงน้ำมันเบนซิน ที่ยังคงจัดเก็บได้อยู่ที่ 0.10 บาท
ขณะที่การชดเชยของน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ มีการชดเชยสูงสุดในแก๊สโซฮอล์ E20 ที่ 9.01 บาท ส่วนน้ำมันดีเซล พบว่ามีการชดเชยสูงถึง 16.97 บาท ทำสถิติ All-Time High ตั้งแต่เปิดปี 2569
ขณะที่ประมานการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 พบว่าฐานะกองทุนสุทธิ ติดลบ 786 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นฐานะกองทุน ส่วนบัญชีน้ำมัน มีจำนวนสุทธิถึง 36,949 ล้านบาท ส่วนบัญชี LPG ตัวเลขติดลบถึง 37,735 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว มติชน รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกของไทย ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569 พบว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เข้าอุดหนุนราคาน้ำมันทุกประเภท 1,758 ล้านบาทต่อวัน (รวมน้ำมันเตาและแอลพีจี) โดยเฉพาะดีเซลต้องอุดหนุน สูงถึงลิตรละ 16.97 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท ส่งผลให้กองทุนฯ ต้องใช้เงินอุดหนุนเฉพาะน้ำมันดีเซลวันละ 1,445 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล มากกว่าช่วงเกิดวิกฤติสงครามรัสเซีย – ยูเครน ที่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 14.01 บาท
ส่วนการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569 มติชน รายงานข้อมูลว่า กองทุนฯใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันทุกประเภท 1,647 ล้านบาท (รวมบางส่วนของน้ำมันเตา และแอลพีจีอีกจำนวนหนึ่ง) ลดลงจากวันที่ 11 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 1,758 ล้านบาท
โดยเฉพาะดีเซลมีการอุดหนุนลดลงเหลือลิตรละ 15.45 บาท ลดลงจากเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 16.97 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท ใช้เงินอุดหนุนเฉพาะน้ำมันดีเซลรวมวันละ 1,316 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 11 มีนาคมซึ่งอยู่ที่ 1,445 ล้านบาท
ย้อนกลับไปในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมาตรการในการกำกับดูแลราคาพลังงาน ทั้งการตรึงราคาก๊าซ LPG ให้อยู่ที่ 408 บาท และการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ให้ไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร จนทำให้ฐานะของกองทุนน้ำมันเคยติดลบถึงกว่า 130,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 นำไปสู่การตัดสินใจกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุน รวม 150,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ก้อน คือ 30,000 ล้านบาท และ 120,000 ล้านบาท
โดยหลังจากได้เงินกู้ก้อนแรก 30,000 ล้านบาท ทำให้ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ สุทธิ ณ วันที่ 1 มกราคม 2566 ติดลบยังสูงถึง 121,491 ล้านบาท
ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่หลังจากนั้น จะเข้ามาปรับเปลี่ยนมาตรการดูแลราคาดีเซล ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน ควบคู่กับภาษีสรรพสามิต จนทำให้ฐานะของกองทุนน้ำมันกลับมาอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น
หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี 2569 พบว่าสถานการณ์ของน้ำมันดีเซล มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น นับตั้งแต่ช่วงเวลาเริ่มต้นสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
โดยเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สนพ.รายงานต้นทุน ณ โรงกลั่นเพียง 16.7264 บาท/ลิตร (ราคาขายปลีกดีเซล อยู่ที่ 30.44 บาท/ลิตร ส่วนกองทุนน้ำมันฯ ยังสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนได้ 2.10 บาท/ลิตร)
จากนั้นวันที่ 9 มกราคม 2569 ต้นทุน ณ โรงกลั่น ปรับลดลงแตะจุดต่ำสุดที่ 16.1712 บาท/ลิตร พร้อมทั้งมีการประกาศลดราคาน้ำมันอยู่ที่ 29.94 บาท/ลิตร (อัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนอยู่ที่ 2.00 บาท/ลิตร)
จากนั้นสถานการณ์ต้นทุน ณ โรงกลั่น ยังอยู่ในช่วง 17-19 บาท อย่างต่อเนื่อง จนถึง 2 มีนาคม ที่ต้นทุน ณ โรงกลั่นอยู่ที่ 18.9924 บาท/ลิตร
ก่อนที่ต้นทุนดีเซล ณ โรงกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ 4 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน (12 มี.ค. 2569) ที่ราคาต้นทุนยังอยู่ในระดับ 30 บาท
ขณะที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมัน จากข้อมูลโครงสร้างราคาตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม ถึง 12 มีนาคม 2569 พบว่า เพียงช่วงเวลาแค่ 2 เดือนเศษ กองทุนฯ ต้องเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้จัดเก็บเงิน” กลายมาเป็น “ผู้ควักเนื้อแบกรับภาระชดเชยราคา” อย่างมหาศาล โดยต้องจ่ายอุดหนุนสูงสุดถึงเกือบ 17 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการให้อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร
โดยตั้งแต่ 5 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ เรียกเก็บเงินจากน้ำมันดีเซลเข้ากองทุนได้ในอัตราที่สูงถึง 2.10 บาท/ลิตร (5-8 ม.ค.) หลังจากนั้นได้ทยอยปรับลดอัตราการจัดเก็บลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน จนเหลือจัดเก็บเพียง 0.70 บาท/ลิตร ในช่วงสิ้นเดือน
ต่อมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ต้นเดือน (2 ก.พ.) กองทุนฯ ลดการเก็บเงินเหลือเพียง 0.20 บาท/ลิตร จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เริ่มกลับมาชดเชยที่ 0.19 บาท/ลิตร ก่อนช่วงกลางเดือน (17-20 ก.พ.) จะกลับมาเก็บเงินได้เล็กน้อยที่ 0.15 บาท/ลิตร
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายเดือน (24-27 ก.พ.) ซึ่งอยู่ในห้วงของความโกลาหลในสถานการณ์ตะวันออกกลาง กองทุนฯ ต้องกลับมาชดเชยราคาเพิ่มขึ้นเป็น 0.74 บาท/ลิตร
และเดือนมีนาคม กองทุนน้ำมัน ต้องปรับการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นต่อเนื่อง เพื่อตรึงราคาขายปลีกดีเซลให้กระทบภาคธุรกิจต่าง ๆ น้อยที่สุด โดยสถานการณ์สำคัญ เป็นดังนี้
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล ที่ยังคงจัดเก็บอยู่ในอัตรา 6.92 บาท มาตั้งแต่ปี 2568 และมีข้อเรียกร้องจากภาคผู้ประกอบการขนส่งว่าควรลดภาษีสรรพสามิตลง สำหรับช่วงวิกฤตพลังงานและสงคราม
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ได้มีการหารือถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณ รวมถึงราคาน้ำมัน ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงพลังงาน ที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงานในประเทศ ได้ออกมาตรการในการระงับการส่งออกน้ำมันเรียบร้อยแล้ว และ จะมีการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาดูแลรักษาระดับราคาน้ำมันในประเทศ และในระยะต่อไปคาดว่าจะมีมาตรการอื่น ๆ เช่น การกำหนดการใช้ปริมาณน้ำมันในสัดส่วนต่าง ๆ ตามออกมา
“กรมสรรพสามิต ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากรัฐบาลและกระทรวงการคลังมีนโยบายใด ๆ ออกมา ก็พร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยกรมมีแนวทางและเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดที่เตรียมไว้รองรับอยู่แล้ว เพราะเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น ขอให้ฝ่ายนโยบายสั่งการลงมา กรมพร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่และทันที”
อย่างไรก็ดี เชื่อว่า การใช้มาตรการทางภาษี จะเป็นมาตรการท้าย ๆ ที่จะถูกนำมาใช้ โดยด่านแรกจะเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน โดยกระทรวงพลังงาน จะมีการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลสถานการณ์พลังงานในประเทศออกมาเพิ่มเติม
นอกจากนั้น มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ที่กำหนดระยะเวลาไว้ 15 วัน กำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงวันที่ 17 มีนาคมนี้ เป็นที่น่ากังวลของผู้ประกอบการขนส่ง ถึงภาระต้นทุนที่อาจปรับขึ้นจากราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าต่าง ๆ ที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามมาด้วย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยกระทรวงพลังงานยังยืนยันว่า เราสามารถหาพลังงานจากแหล่งอื่นมาทดแทนในส่วนที่ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ ดังนั้นต่อให้ราคาพลังงานลอยตัวไปเท่าไหร่ กระทรวงพลังงาน และ ปตท.ยังยืนยันว่า ยังไม่มีอะไรเป็นเหตุให้งดการจำหน่ายพลังงาน ในส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทาง ปตท.ได้แจ้งมาว่าสามารถหาทดแทนได้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ได้ทราบข่าวดีจากสื่อมวลชนว่า ทางสหรัฐอเมริกาจะไม่บอยคอตผู้ที่ซื้อน้ำมันหรือก๊าซจากประเทศรัสเซีย ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศ กำลังพยายามประสานกับประเทศรัสเซีย เพื่อซื้อน้ำมันดิบอีกส่วนหนึ่ง หากเราทำได้ก็จะสามารถทดแทนในส่วนของตะวันออกกลางได้
ขอยืนยันว่าอะไรที่เป็นสินค้าควบคุม ทางรัฐบาลจะพยายามควบคุมให้ได้ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เราจะตรึงราคาไว้ 15 วัน ซึ่งยังไม่ครบเวลาที่กำหนด แต่เมื่อถึงเวลานายกฯ จะลงมานั่งหัวโต๊ะ เพื่อเจรจากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องขอความเป็นธรรมจากผู้ประกอบการว่า เวลาราคาพลังงานหรือราคาเชื้อเพลิงลดลง พวกคุณไม่ได้ลดลง แต่วันนี้ราคาพลังงานเริ่มจะไต่ขึ้นไป ก็ขอความกรุณาอย่าพึ่งขึ้นหรือไต่ราคาขึ้นไป ขอให้หันหน้ามาคุยกับรัฐบาล ซึ่งนายกฯ คงจะมีการตั้งทีมงาน โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับผู้ประกอบการต่างๆ เพราะการขึ้นราคาทุกอย่างอยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ แต่สำหรับผู้ประกอบการบางส่วนที่อ้างว่า ราคาดีเซลอาจจะลอยตัวไปถึง 40 บาท ถ้าเป็นเช่นนั้นเราต้องมาคุยกัน และขอให้ผู้ประกอบการรวมกลุ่มมาเป็นสมาคมก็ได้ ทำหนังสือแจ้งมายังนายกฯ ซึ่งนายกฯ ก็พร้อมที่จะมาร่วมปรึกษาหารือกับผู้ประกอบการทุกสาขา
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามที่กระทบต่อราคาน้ำมันนั้น เป็นเรื่องอยู่เหนือการควบคุม แต่ปัญหาของไทยก็คือ เราถูกโจมตีทั้งในแง่ราคาและปริมาณน้ำมัน กล่าวคืออยู่ดี ๆ ของก็แพง และเผลอ ๆ อาจจะไม่เพียงพอด้วย ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยง ต้องหาแหล่งน้ำมันสำรองเอาไว้
“รัฐบาลคงต้องดูด้วยว่าจะลดผลกระทบให้กับประชาชนได้แค่ไหน โดยการจะพยุงราคา ถ้าพยุงแบบไม่ให้ขยับเลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้หลาย ๆ มาตรการ สำหรับการใช้ภาษีสรรพสามิตมาช่วย ถ้าคิดว่าชั่วคราวก็พอทำได้ แต่ก็ต้องดูผลกระทบ เพราะคราวที่แล้วที่ตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคามันขึ้นไป 35-36 บาท ถือว่าไปรับประกันไว้เยอะมาก”
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” โดยตอนหนึ่งระบุว่า สหพันธ์ฯ มีเกณฑ์ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับค่าขนส่ง ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันดีเซลที่ผู้ประกอบการรับได้คือ ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ถ้ายังไม่เกินระดับนี้ กลุ่มผู้ประกอบการจะยังไม่ปรับค่าขนส่ง แต่หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะมีสูตรการปรับค่าขนส่งตามสัดส่วน เพราะทุก ๆ 1 บาทที่ราคาดีเซลเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งจะต้องปรับขึ้น 3% ซึ่งเขายกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 5 บาท ค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 15%
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการปรับค่าขนส่งเป็น มาตรการสุดท้ายที่ไม่อยากใช้ เพราะทันทีที่ค่าขนส่งขึ้น ราคาสินค้าทุกอย่างก็จะขึ้นตาม
อ่านเพิ่มเติม : แม่ทัพขนส่งเตือนรัฐบาล ดีเซลหลุดเพดาน 30 บาท ค่าขนส่งพุ่ง-เศรษฐกิจสะเทือน
“เพดานที่เรารับได้คือ 30 บาทต่อลิตร ถ้ายังไม่เกิน เราจะกัดฟันสู้ไม่ปรับขึ้นค่าขนส่ง แต่ถ้าเกินเมื่อไหร่ สูตรของเราคือ ‘1 บาท : 3%’ คือ ทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันขึ้น ค่าขนส่งจะขยับตาม 3% ทันที หรือถ้าขึ้น 5 บาท ค่าขนส่งขยับ 15% แล้วลองคิดดูว่าราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ ยาสีฟัน และสินค้าบริโภคจะพุ่งไปขนาดไหน?”
ดร.ทองอยู่ เตือนว่านี่คือ “Domino Effect” ที่จะลามไปถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น อิฐ หิน ดิน ทราย รวมถึงการท่องเที่ยว และสุดท้ายจะจบลงที่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบปัญหา ซึ่งจะซ้ำเติมให้ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยเข้าไปอีก
ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน
อ่านข่าวต้นฉบับ: มองสถานการณ์ดีเซล ช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง ผ่านโครงสร้างน้ำมัน
