ธุรกิจแลกเงินป่วน แบงก์ชาติเข้ม สกัดทุนเทา ลดเพดานแลกเงินจากไม่อั้น เหลือ 8 แสนบาท/ราย/วัน “ซูเปอร์ริช” ชี้วงเงินอนุมัติน้อยเกิน ยันไม่ได้บริการแค่นักท่องเที่ยว แต่รวมถึงการค้า-การศึกษาที่เคยแลกเงิน 1.5-3 ล้านบาท/ราย/วัน “สมาคมแลกเงิน” นัดประชุมด่วน 14 มี.ค. ขอมติชง ธปท.ขยายเพดาน เคาะวงเงินใหม่ หวั่นกระทบธุรกรรมวงเงินสูง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการประกอบธุรกิจเป็นบุคคลรับอนุญาต เพื่อยกระดับการกำกับดูแลป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยกำหนดให้บุคคลรับอนุญาตรับซื้อธนบัตรต่างประเทศ หรือเช็ค สำหรับเดินทางที่พึงจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศจากลูกค้าได้ไม่เกิน 800,000 บาทต่อวันต่อรายลูกค้า ยกเว้นบุคคลรับอนุญาตบริเวณชายแดนหรือพื้นที่ที่ให้รับซื้อได้ไม่เกิน 200,000 บาทต่อวันต่อรายลูกค้า และให้บุคคลรับอนุญาตที่มีธุรกรรมกับลูกค้ามีหน้าที่จัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจเป็นบุคคลรับอนุญาตมายัง ธปท.
นายปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช เคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) หรือ ซุปเปอร์ริชสีส้ม เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ผู้ประกอบการธุรกิจแลกเงินจะประชุมร่วมกับสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อหารือและเสนอแนวทางในการขอขยับเพดานวงเงินเพิ่มจาก 8 แสนบาท/ราย/วัน ตามที่ ธปท.ระบุ
เพราะเกณฑ์รับซื้อเงินตราต่างประเทศ 8 แสนบาท หรือ 2.5 หมื่นดอลลาร์ ถือว่าน้อยมาก หากลูกค้านำเงินมาแลกเกิน เช่น 3-5 หมื่นดอลลาร์หรือ 1 แสนดอลลาร์ ลูกค้าอาจต้องมาทำธุรกรรมหลายวัน ซึ่งเป็นการไม่สะดวกและร้านแลกเงินไม่ได้ซื้อขายเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่ลูกค้าบางรายนำเงินมาซื้อสินค้าหรือลงทุน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน กรณีร้านแลกรับเงินรับซื้อเงินตราต่างประเทศน้อยลง จะกระทบธุรกรรมซื้อขายในภาพรวม เนื่องจากร้านแลกเงินจะไม่มีเงินตราต่างประเทศมาขายให้กับลูกค้า ซึ่งการรับซื้อขายเงินตราต่างประเทศเป็นธุรกิจหลัก “ซื้อต่ำ-ขายสูง” เพื่อให้มีรายได้หรือมีกำไรในธุรกิจ ที่ผ่านมาร้านแลกเงินได้จัดทำรายงานส่ง ปปง. และ ธปท.ว่า ซื้อเงินตราต่างประเทศเท่าไร ใครนำมาขาย หรือหากบุคคลนั้นอยู่ในลิสต์รายชื่อเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินก็มีการส่งรายงานตามเกณฑ์ที่กำหนด
จากผลกระทบนี้ ซุปเปอร์ริชสีส้ม จึงปรับแผนการเติบโตปี 2569 จากเดิมคาดว่ายอดซื้อขายทั้งปีจะโต 10% แต่เมื่อมีการกำหนดเพดานรับซื้อ และปัญหาสงครามตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ทั้งกระทบยอดนักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้ปีนี้อัตราการเติบโตเพียง 1-2% จากยอดซื้อขายคงค้าง 9.5 หมื่นล้านบาท
“เรานัดประชุมร่วมกับสมาคม เพื่อขอ ธปท.ขยับวงเงิน โดยเสนอ ธปท.ไปแล้วก่อนหน้านี้ ขอให้เป็นมาตรการชั่วคราว เพราะร้านแลกเงินไม่ได้เป็นทางออกของเงินเทา แต่ยังมีช่องทางอื่น”
นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันประชุมเราจะพูดคุยในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการขอเสนอให้ ธปท.ขยับเพดานการรับซื้อเงินตราต่างประเทศจาก 8 แสนบาทต่อรายต่อวันเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่ ต้องรอฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการและคณะกรรมการสมาคมอีกครั้ง
ช่วงที่ผ่านมา สมาคมเสนอไปยัง ธปท.ขอขยับวงเงิน แต่ ธปท.ชี้แจงมาแล้ว ขอยืนมาตรการดังกล่าวอีกสักระยะหนึ่งเพื่อต้องการดูเส้นทางเงินที่อาจจะไม่ถูกกฎหมายหรือเข้าข่ายเงินเทา แต่ ธปท.ระบุว่า หากผู้ประกอบการมีความจำเป็นสามารถยื่นหนังสือหรือเอกสาร เพื่อขอทำธุรกรรมเป็นราย ๆ โดย ธปท.จะพิจารณาให้เป็นรายกรณีตามความเหมาะสม
“สมาคมได้ทำหนังสือไปรอบหนึ่งแล้ว ยอมรับว่ามาตรการนี้กระทบต่อธุรกิจ แต่ก็ต้องปรับตัว ที่ผ่านมาสมาคมเคยเสนอกรอบ หากเกี่ยวกับการศึกษาขอขยายเพดานวงเงินที่ 1.5 ล้านบาท หรือทำธุรกิจ 3-5 ล้านบาท เพราะต้องมีการใช้จ่ายสูง ซึ่งร้านแลกเงินทำธุรกรรมระหว่างร้านแลกเงินจะไม่มีจำกัด แต่กรณีบุคคลมาซื้อขาย ธปท.ต้องการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบ หลังประชุมรอบนี้คงได้ข้อสรุป”
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มองว่าธปท.ต้องการเซตเพดานให้มีความชัดเจน เพื่อลดผลกระทบจากธุรกรรมบางช่วงที่อาจส่งผลมายังค่าเงินบาทที่มีความผันผวน โดยให้มีการส่งรายงานธุรกรรมเพื่อการติดตามอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากรายงาน ธปท.พบว่า ปริมาณธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศของบุคคลรับอนุญาต ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 2,839 ล้านดอลลาร์ เทียบเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 3,179 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการหดตัว -10.7% หากดูยอดซื้อขายปี 2568 อยู่ที่ 31,391 ล้านดอลลาร์ หดตัว -1.5% เมื่อเทียบปี 2567 ที่อยู่ 31,875 ล้านดอลลาร์ และปี 2566 อยู่ที่ 28,047 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73.7% เมื่อเทียบกับปี 2565 อยู่ที่ 16,142 ล้านดอลลาร์
หากดูจำนวนบุคคลรับอนุญาต ล่าสุดณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 อยู่ที่ 2,008 ราย ลดลงจากปี 2566 ที่มีอยู่ 2,032 ราย,ปี 2565 อยู่ที่ 2,255 ราย, ปี 2564 อยู่ที่2,315 ราย, ปี 2563 อยู่ที่ 2,365 ราย และปี 2562 อยู่ที่ 2,382 ราย ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ร้านแลกเงิน’ต่อรองแบงก์ชาติ อั้นแค่ 8 แสน/วัน-กระทบธุรกิจ