โลกเดือดน้ำมันดิบดีดตัวแตะ 100 เหรียญ “เอกนิติ” เผยรัฐบาลเตรียมแผนฉุกเฉินรับมือกรณีเลวร้ายสุด รอตั้งรัฐบาลใหม่ ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ 5 หมื่นล้าน-พ.ร.ก.ค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมัน-ลดภาษี รัฐเปิดทางซื้อน้ำมันดิบรัสเซีย ทดแทนแหล่งน้ำมันตะวันออกกลาง สั่งพลังงาน-สภาพัฒน์ ทำฉากทัศน์ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน พร้อมแนวทางช่วยเหลือประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังรุนแรง หาจุดจบไม่ได้ ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบต่อการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบสร้างความผันผวนต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่าสถานการณ์น้ำมันดิบโลกล่าสุดก้าวสู่จุดวิกฤต เมื่อมาตรการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล ถูกกลบด้วยความตึงเครียดหลังอิหร่านยืนยันปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ ดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง เพราะปริมาณที่ระบายออกมายังน้อยกว่าน้ำมันที่หายไปจากตลาดเกือบเท่าตัว
บวกกับปัญหาค่าขนส่งและประกันภัยเรือที่พุ่งสูง ทำให้ตลาดมองว่านี่คือไม้ตายสุดท้ายที่จำกัดหากมาตรการนี้ล้มเหลว โลกจะไร้เกราะป้องกันจนเงินเฟ้อพุ่ง และบีบให้ธนาคารกลางคงดอกเบี้ยสูงไว้นาน ขณะที่ฝั่งไทยเริ่มเข้าสู่โหมด “Management Crisis” หลังรัฐบาลจ่อปรับราคาดีเซลแบบขั้นบันไดในสัปดาห์หน้า
ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย CFA ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (ห้องค้ากสิกรไทย) เปิดเผยว่า กรณี IEA เตือนวิกฤตน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ จะกดดันเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าต่อ โดยเรื่องนี้สำคัญต่อไทย เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นมักกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ ทำให้ต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นในการนำเข้า
“หลังสงครามปะทุขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างบาทกับน้ำมันได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 50% แล้ว จากปกติที่ต่ำกว่า 20% ดังนั้นหากราคาน้ำมันยังปรับขึ้นต่อและสงครามยังไม่คลี่คลาย บาทก็มีแนวโน้มจะยังเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า เรามองแนวต้านสำคัญที่ราว 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวยืนยันกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การดูแลรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานนั้น ขณะนี้รัฐบาลมีการเตรียม “แผนฉุกเฉินล่วงหน้า” ไว้รับมือ ในกรณีเลวร้ายที่สุด หรือ Worst Case Scenario แล้ว
โดยขณะนี้กระทรวงการคลัง กำลังจัดทำฉากทัศน์เศรษฐกิจ (Economic Scenario) เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยลบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงมาก
อย่างไรก็ดี ความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ จำเป็นต้องรอความชัดเจนจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำมาใช้รับมือวิกฤตนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นลำดับแรก ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ที่โครงการ Quick Big Win สามารถผลักดันให้งบฯลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเติบโตได้ถึง 13% ถือเป็นกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
นายเอกนิติกล่าวว่า ตนได้ติดตามและกำชับให้ทุกกระทรวงเร่งเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ภาคส่วนต่าง ๆ สำหรับในระยะนี้หากงบประมาณส่วนใดมีปัญหาติดขัดจนไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ก็ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในเชิงลึกว่ามีอุปสรรคในขั้นตอนใด เพื่อปลดล็อกให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างกำลังซื้อให้เกิดขึ้น
“เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นช่วงรอยต่อที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกมาตรการหรือนโยบายใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ ภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้จึงมุ่งไปที่การบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเม็ดเงินจะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพยุงภาพรวมในช่วงระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เสร็จสิ้น”
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเตรียมมาตรการไว้รองรับหากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ลุกลามจนเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด ซึ่งจะยึดตามการประเมินของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่จะประเมินจากผลกระทบราคาน้ำมันเป็นหลัก อย่างไรก็ดี มาตรการต่าง ๆ จะต้องรอจัดตั้งรัฐบาลเสร็จก่อน เนื่องจากหากประกาศออกมาช่วงนี้ ก็มีความกังวลว่าอาจจะเข้าข่ายทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ได้
“ก็มีการเตรียมการไว้ อย่างเช่นจะหาเงินจากไหนบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลก่อน เพราะกลัวจะโดนมาตรา 169 เดี๋ยวจะกลายเป็นปลาตายน้ำตื้น”
สำหรับสิ่งที่กังวลก็คือ ผลกระทบจะส่งผ่านมาทางราคาน้ำมันก่อน ก็เน้นที่จะเข้าไปแก้ปัญหาจุดนี้เป็นลำดับแรก เพราะในส่วนค่าขนส่ง หรืออื่น ๆ ผลกระทบจะขยับตาม ส่วนการเตรียมงบประมาณสำรองไว้รองรับ อย่างการออกพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณ ก็มีการพูดกันวงเงินกันไว้ 50,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายจะทำหรือไม่ ก็ต้องขึ้นกับสถานการณ์ เช่นเดียวกับการออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องดูสถานการณ์ก่อน เนื่องจาก รมว.คลังไม่อยากให้กระทบสัดส่วนหนี้สาธารณะกับ GDP
“พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ก็เตรียมไว้ แต่จะไปถึงขนาดนั้นหรือเปล่าต้องดูอีกที เพราะตัวกองทุนน้ำมันฯก็สามารถก่อหนี้ได้เองระดับหนึ่ง 20,000 ล้านบาท แล้วก่อนจะไปถึงการกู้ ยังสามารถติดหนี้การค้า กับปั๊มน้ำมันได้ระดับหนึ่งด้วย”
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะเป็นด่านสุดท้าย หากผลกระทบรุนแรงจนราคาน้ำมันพุ่งมาก แต่หากไม่จำเป็นจะไม่นำมาใช้เด็ดขาด เพราะกระทบต่อรายได้รัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 ฐานะกองทุนสุทธิ ติดลบ 786 ล้านบาท ขณะที่ในวันที่ 12 มีนาคม พบว่ามีการใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันที่ 1,647 ล้านบาท โดยเป็นการอุดหนุนน้ำมันดีเซลเป็นหลักที่ลิตรละ 15.45 บาท เพื่อตรึงดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาทตามนโยบาย ทำให้ใช้เงินอุดหนุนดีเซลวันละ 1,316 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้าศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงผลการประชุมวันที่ 13 มีนาคมว่า รัฐบาลจะหารือแนวทางการขยับราคาน้ำมันดีเซลหลังจากสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาในวันที่ 16 มี.ค. ซึ่งจะมีบทสรุปหลังจากหารือ โดยจะแถลงให้ประชาชนทราบว่าราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลจะมีการปรับอย่างไร ราคาหน้าสถานีบริการจะปรับในลักษณะไหน
รวมถึงหน้าสถานีบริการจะปรับอย่างไร รวมถึงการปรับขึ้นราคาเบนซินให้สอดคล้องกับกลไกตลาด พร้อมทั้งเตรียมแผนปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบันที่ขยับมาเป็น B7 แล้ว ก็จะปรับให้เป็น B10 และอาจขยายไปถึง B20 เหมือนกับที่เคยใช้ในอดีต
ที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะการขายปลีกหน้าสถานีบริการ ยังมีราคาน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ซึ่งโดยปกติภาคอุตสาหกรรมจะซื้อในระบบขายส่งจากพ่อค้าคนกลาง (Jobber) หรือบริษัทต่าง ๆ เช่น ตัวแทน บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) Caltex (คาลเท็กซ์) ที่มีบริษัทค้าส่งเป็นของตัวเอง ส่วนบริษัทอื่น ๆ เช่น บมจ.ซัสโก้ [SUSCO] บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ไม่มีการขายส่ง แต่มีการขายปลีกหน้าสถานีบริการ
นายพิพัฒน์ยืนยันว่าปริมาณสำรองน้ำมันดิบยังมีเพียงพอไปอีก 98 วัน และรัฐบาลอยู่ระหว่างมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มเติม หลังจากสหรัฐยกเลิกมาตรการบอยคอตรัสเซียชั่วคราว
“ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงาน จะไปเจรจาขอซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย เพื่อมาเติมในส่วนที่ขาดของอ่าวเปอร์เซีย ยืนยันว่าน้ำมันดิบยังสำรองไปได้อีก 98 วัน แต่หลังจากนี้โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ขณะนี้เราได้เติมไบโอดีเซล 7% หลังจากนี้อาจจะต้องขยายไปเป็น 10% หรือไปถึง 20% ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า รัฐบาลได้มีการจัดหาพลังงานมาสำรองไม่ให้ขาดตลาดอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องกลไกราคา รัฐบาลจะต้องค่อย ๆ ทยอยปล่อยไปตามราคาตลาดจากภาวะสงคราม”
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในเชิงเทคนิคโรงกลั่นในประเทศไทยสามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการประสานงานร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นและเทรดเดอร์ เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เบื้องต้นจะอิงกับราคาน้ำมันดิบเบรนต์เป็นหลัก เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของประเทศ ในการจัดหาน้ำมันทดแทนจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง
พร้อมกันนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบก.ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และค่าการกลั่น จากกรณีที่มีรายงานว่าโรงกลั่นมีการเพิ่มค่ากลั่นน้ำมันจาก 2 บาทต่อลิตร ไปเป็น 6 บาทต่อลิตร
โดยกระทรวงพลังงานตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบความผิดปกติของค่าการกลั่นที่สูงขึ้นในช่วงนี้ และการปรับขึ้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงกลั่นหรือภาครัฐ แต่เป็นผลจากกลไกตลาดคือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล แอลพีจี ที่อิงตามราคาตลาดภูมิภาค (ม็อบสิงคโปร์) หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบที่เป็นไปตามกลไกการซื้อขายล่วงหน้า
กรณีค่าการกลั่นที่สูง จะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนอย่างไร นายสราวุธย้ำว่า ค่าการกลั่นเป็นเพียงดัชนีที่บอกส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันเท่านั้น ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาที่ประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊ม ซึ่งราคาขายปลีกที่สถานีบริการ จะอิงจากราคาหน้าโรงกลั่น เป็นราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปบวกภาษีและกองทุนต่าง ๆ ตามกลไกตลาดเสรีบางช่วงเวลา เช่น สถานการณ์สงคราม อาจทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความตื่นตระหนกของตลาด แม้ต้นทุนน้ำมันดิบยังไม่ปรับขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ แนวทางการปรับขึ้นราคาน้ำมันในสัปดาห์หน้า รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงพลังงานร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดทำฉากทัศน์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนและนำเสนอต่อ ศบก.ต่อไป
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยชี้แจงประเด็น “ค่าการกลั่นสูง” ว่า ค่าการกลั่นที่ระบุว่าเพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตรนั้น เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ ประกอบด้วยค่าพรีเมี่ยมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการกำไร/(ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมัน และการบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง
นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสถานีน้ำมัน PT กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันได้เร่งสำรองน้ำมันตามที่กระทรวงพลังงานสั่งในอัตรา 3% สำหรับกลไกที่จะเข้ามาดูแลตอนนี้ รัฐยังใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุ้มอยู่ แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มติดลบแล้ว
โดยล่าสุดของวันที่ 8 มีนาคม 2569 ติดลบอยู่ที่ 786 ล้านบาท ซึ่งถ้าดูก่อนหน้านี้ เงินกองทุนเคยติดลบถึง 1.2 แสนล้านบาท จึงเชื่อว่ารัฐยังพอมีเวลาที่จะหากลไกอื่น ๆ มาดูแลราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนมากจนเกินไป ซึ่งก็ยังมีภาษีสรรพสามิตอีกกลไกหนึ่ง แต่ก็ต้องรอดูหลังวันที่ 17 มีนาคม 2569 เมื่อครบกำหนดการตรึงราคาน้ำมันดีเซลแล้ว รัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อ
นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้หลายสายการบินทั่วโลกทยอยปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร โดยในส่วนของการบินไทย เบื้องต้นได้ทำการปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารขึ้นแล้ว ประมาณ 10-15% ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การบินไทยจะทำการมอนิเตอร์สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด หากยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องก็จะต้องขอให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พิจารณาปรับเพดาน Fuel Surcharge (ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง) ต่อไป
นางเฉิดโฉมกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการบินไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตะวันออกกลาง โดยพบว่ายอดจองล่วงหน้าในเดือนมีนาคมนี้ยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่มีการยกเลิกการเดินทางของผู้โดยสาร ขณะที่เที่ยวบินตรงระหว่างประเทศไทยและภูมิภาคยุโรปยังแข็งแกร่ง มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารในระดับ 80-90%
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “CRC” กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานของบริษัท เนื่องจากค่าไฟฟ้ายังไม่ปรับขึ้น
โดยในกรณีที่มีการปรับขึ้นค่าไฟ จะกระทบกำไรประมาณ 1% เท่านั้น ซึ่งบริษัทมีแนวทางรับมือไว้แล้ว โดยลดการใช้ไฟฟ้าลง อาทิ ลดความเร็วบันไดเลื่อน หรือปิดการใช้งานลิฟต์-บันไดเลื่อนบางส่วน
ขณะเดียวกันยังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในหลายสาขา ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ส่วนหนึ่ง ประกอบการทางบริษัทมีการเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุก EV ไซซ์ใหญ่ สำหรับขนส่งสินค้าอยู่แล้วหลายสิบคัน
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ เช่น อุดหนุนค่าโดยสาร หรือเพิ่มจำนวนรถ หรือความถี่ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการขับรถยนต์ส่วนตัวไปใช้ขนส่งสาธารณะแทน เสริมกับมาตรการ Work from Home ที่อาจไม่ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกภาคส่วน
ด้านนายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม กล่าวว่า ต้นทุนการขนส่งที่จะสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในช่วง 1-2 เดือนนี้นั้น บริษัทในฐานะซัพพลายเออร์จะรับมือด้วยการปรับแผนการขนส่งเพิ่มความคุ้มค่าและเฉลี่ยต้นทุนต่อเที่ยวให้ดีที่สุด อาทิ ให้รถขนส่งแต่ละเส้นทางแวะส่งสินค้าให้ลูกค้าหลายจุดยิ่งขึ้น เป็นต้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: รัฐบาลงัด ‘แผนฉุกเฉิน’ กู้ศก. ดีลซื้อนํ้ามันรัสเซีย สั่งทำฉากทัศน์ขึ้น ‘เบนซิน-ดีเซล’