รายงาน HealthTech Outlook 2026 เผยแนวโน้มทั่วโลกมีการใช้จ่ายเพื่อการรักษาเชิงรุก (Preventive Care) เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เทรนด์การสูงอายุต้องการเทคโนโลยีในบ้าน ขณะที่ประเทศไทย รายจ่ายสุขภาพคิดเป็น 4.5% ของ GDP แต่เพียง 10-11% ของงบที่ใช้ไปกับ Preventive Care
กองทุน Disrupt Health Impact Fund ได้เผยแพร่รายงาน A Global Investor Perspective: HealthTech Outlook 2026 แนวโน้มเทคโนโลยีสุขภาพ ซึ่งเผยให้เห็น โอกาสในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2026 โดยมีทิศทางการลงทุนที่เน้นความยั่งยืนและการสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
โดยการเปลี่ยนแปลง 5 ด้านหลัก ที่ต้องจับจังหวะและโอกาสการลงทุน ได้แก่
1. การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการป้องกันเชิงรุก (Preventive Care)
การป้องกันไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความยั่งยืนทางการเงินของระบบสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า ทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 7-10 ดอลลาร์ โอกาสของนักลงทุนจึงอยู่ที่การมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยในการคัดกรองที่แม่นยำและเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มโรคยอนิยมอย่างเบาหวาน ตัวอย่างในตลาดตอนนี้ เช่น PocDoc แพลตฟอร์มตรวจเลือดผ่านสมาร์ทโฟนที่ให้ผลรวดเร็วและเชื่อมต่อกับระบบดูแลสุขภาพโดยตรง
DiaMonTech เทคโนโลยีตรวจระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างมีพลัง
2. นิยามใหม่ของการสูงวัย จาก Lifespan สู่ Healthspan
ด้วยโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2050 ประชากรโลกถึง 22% จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป นักลงทุนควรมุ่งเน้นไปที่โซลูชันที่ช่วยขยายช่วงเวลาที่คนมีสุขภาพแข็งแรง (Healthspan) แทนการเพียงแค่ยืดอายุขัย
ส่วนที่น่าจับตา คือ เทคโนโลยียืดอายุในบ้าน Aging in Place เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างปลอดภัย เช่น เซ็นเซอร์เรดาร์ไร้สัมผัสของ Vayyar หรือการจัดการผู้ป่วยทางไกลของ Biofourmis ซึ่งลดการกลับมานอนโรงพยาบาลได้ถึง 70%
ประเทศไทยจะเป็น “Super-aged Society” ภายในปี 2033 ซึ่งคาดว่าการใช้จ่ายของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึง 1.6 เท่า
3. การใช้งาน AI ที่สร้างมูลค่าจริง (Workflow & Clinical AI)
เงินทุนในปี 2025 เริ่มกระจุกตัวในดีลขนาดใหญ่ (Mega deals) ที่พิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีสามารถขยายผลได้จริง โอกาสอยู่ที่การนำ AI มาใช้เพื่อ “เสริมระบบเดิม” หรือ “ออกแบบระบบใหม่” ได้แก่
Clinical Intelligence AI ที่ช่วยตัดสินใจทางคลินิก เช่น Viz.ai ที่ช่วยย่นระยะเวลาการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลกว่า 2,000 แห่ง หรือ Operational AI เครื่องมือลดภาระงานเอกสาร เช่น Abridge ที่แปลงบทสนทนาแพทย์-ผู้ป่วยเป็นบันทึกเวชระเบียน ช่วยลดภาวะหมดไฟของบุคลากร
4. สุขภาพผู้หญิง (Femtech): ตลาดที่ถูกมองข้ามแต่เติบโตสูง
การลงทุนในนวัตกรรมด้านสุขภาพผู้หญิงในปี 2024 สูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 55% จากปีก่อนหน้า แม้ผู้หญิงจะเป็นผู้ตัดสินใจด้านสุขภาพกว่า 80% แต่กลับมีงบ R&D สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะน้อยกว่า 5% ของงบสุขภาพทั้งหมด นี่จึงเป็น “The Next Frontier” ที่มีช่องว่างทางการตลาดขนาดใหญ่ เช่น อุปกรณ์รักษาภาวะมวลกระดูกต่ำอย่าง OsteoBoost แพลตฟอร์มดูแลสุขภาพผู้หญิงครบวงจรอย่าง Maven ซึ่งเป็นระดับ Unicorn
5. วิกฤตสุขภาพจิตและรูปแบบการบริการใหม่
สุขภาพจิตเป็นสาขาที่ได้รับเงินลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งวิทยาในปี 2025 โอกาสอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศการดูแลสุขภาพจิตดิจิทัลแบบครบวงจร (End-to-end) ที่มีนายจ้างเป็นผู้สนับสนุนสวัสดิการ เช่น
Spring Health หรือ Lyra ที่ใช้ AI ในการคัดแยกเคสและวัดผลการรักษาที่ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ความคุ้มค่าแก่ผู้จ่ายเงิน
โอกาสในไทย ปัจจุบันไทยขาดแคลนจิตแพทย์อย่างหนัก (มีเพียง 1.3 คนต่อแสนประชากร) จึงเป็นโอกาสของสตาร์ทอัพที่มีบริการอย่าง Ooca หรือ Friday Clinic ในการเข้ามาปิดช่องว่างนี้
ในปี 2026 ทุนจะไหลไปหาแพลตฟอร์มที่สามารถดูแลประชากรกลุ่มเสี่ยงนอกโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนจากการจ่ายเงินตามจำนวนครั้งที่รักษา (Fee-for-service) ไปสู่ การจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (Value-based care) โดยเฉพาะในโมเดลที่เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ การลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยขยาย Healthspan และจัดการโรคเรื้อรัง (NCDs) ที่บ้านจะกลายเป็นศูนย์กลางของระบบสุขภาพในอนาคต
ประเทศไทยเผชิญกับภาระของโรคเรื้อรัง NCDs ที่รุนแรง โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 400,000 รายต่อปี
สถานะทางการเงินของระบบสุขภาพไทย รายจ่ายสุขภาพคิดเป็น ~4.5% ของ GDP แม้คนไทย 99% อยู่ในระบบประกันสุขภาพรัฐ (บัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ) แต่เพียง 10-11% ของงบประมาณรวมที่ใช้ไปกับการส่งเสริมและป้องกันโรค
TDRI คาดการณ์ว่าไทยจะเข้าสู่ภาวะที่มีประชากรอายุเกิน 60 ปีมากกว่า 30% ในปี 2033 ซึ่งจะส่งผลให้ ค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 1.6 เท่า ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home care) และการออกแบบที่อยู่อาศัย (Universal Design) จะพุ่งสูงขึ้น เป็นโอกาสของ AgeTech ในการใช้ IoT และ Telemedicine เพื่อชดเชยการขาดแคลนสถานดูแลผู้สูงอายุที่มีเพียง 900+ แห่ง เทียบกับ 26 ล้านครัวเรือน
รายงานดังกล่าวระบุถึงบทบาทและทิศทางของ AI จากที่ AI ถูกคาดหวังสูง (Hype) ว่าจะวินิจฉัยโรคได้เองโดยอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริง (Reality) ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในงานเฉพาะจุดและการสนับสนุนการตัดสินใจของมนุษย์ (Augmented Intelligence)
ในปี 2026 นี้ บทบาทของ AI จะมีลักษณะ Prediction การคาดการณ์ความเสี่ยงจากข้อมูลที่มี Escalation การคัดกรองเคสฉุกเฉินและแจ้งเตือนทีมแพทย์อย่างรวดเร็ว และ Orchestration การจัดการลำดับคิวงาน (Worklist) และเส้นทางการดูแลผู้ป่วย (Pathway) ทั้งระบบ
ตัวอย่างเช่น Viz.ai ระบบ AI ที่ตรวจจับภาวะฉุกเฉินจากภาพถ่ายทางการแพทย์และเปิดใช้งานกระบวนการดูแลทันที (แจ้งทีมแพทย์เฉพาะทางและจัดคิวผ่าตัด) ซึ่งปัจจุบันใช้งานในโรงพยาบาลเกือบ 2,000 แห่งในสหรัฐฯ ช่วยลด “นาทีที่เสียไป” และย่นระยะเวลา Time-to-treatment อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม AI จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อระบบข้อมูลสุขภาพเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์และมีความน่าเชื่อถือจากประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับ: จับจังหวะตลาด AI – Healthcare เมื่อการสูงอายุในบ้านและการรักษาเชิงรุกเป็นเทรนด์ใหญ่