ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ประเมินหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะมีข้อกังวลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็น 3 กรณี บางธุรกิจอาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลได้รับประโยชน์จากค่าระวางที่สูงขึ้น
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 69 ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเบื้องต้น ได้ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งทำให้การขนส่งปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ มี.ค. 69 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเพิ่มขึ้นแตะ 106-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในช่วง มี.ค.-พ.ค. 69 ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือปรับตัวขึ้น 32%YoY
ในปี 2568 ไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 60% (ที่มา: Trade Map) และส่วนใหญ่นำเอาน้ำมันดิบเหล่านั้นมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ มี.ค. 69 ย่อมส่งผลให้ราคาขายหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง รวมทั้งทำให้ค่าครองชีพของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
นอกจากการขนส่งสินค้าทางทะเลที่หยุดชะงักจากความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับไทย การขนส่งสินค้าทางทะเลจากไทยไปยังปลายทางสำคัญส่วนใหญ่ยังสามารถขนส่งได้ ยกเว้นเส้นทาง Thailand-Jebel Ali (Dubai) ที่สายเรือส่วนใหญ่ได้ระงับการให้บริการ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปลายเดือน ก.พ. 69
ขณะที่การขนส่งสินค้าทางทะเลในบางเส้นทาง เริ่มเห็นผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นแล้ว เช่น ค่าระวางเรือจากไทยไปยังยุโรปที่มีการปรับขึ้นกว่า 24% จากช่วงก่อนความไม่สงบ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่เลี่ยงแล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้อมแหลม Good Hope ที่ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือไทยไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ปรับขึ้นราว 4-7%
อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือระหว่างไทยกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ยังไม่ปรับตัวมากนัก แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะ
เวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security โดยประเทศในตะวันออกกลางยังผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ดังนั้น หากสถานการณ์ดังกล่าวบรรเทาลงจนกลับมาขนส่งสินค้าได้ หรือหากรัฐบาลไทยสามารถเจรจากับอิหร่านเพื่อเปิดโอกาสให้เรือสินค้าจากไทยส่งออกอาหารไปยังตะวันออกกลางในช่วงภาวะสงครามได้ อาจทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากความกังวลด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร โดย
ข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 37% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียง 3% 25% และ 78% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 4.0% ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารต้องประเมินความคุ้มค่าในการส่งออกอย่างรอบด้านและระมัดระวังมากขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: ศูนย์วิจัยกรุงไทย ชี้ปิดฮอร์มุซยืด 3 เดือน กระทบเศรษฐกิจ-ธุรกิจไทย 3 ระลอก
