เอกนิติ เผย กระทรวงการคลังเร่งออกมาตรการรับมือราคาพลังงานพุ่ง เสนอช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมปรับโครงสร้างคนละครึ่งรวมบัตรสวัสดิการเป็น “ไทยช่วยไทย พลัส” ขณะเดียวกันเตรียมขยายเพดานกองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท ย้ำยังมีพื้นที่หนี้สาธารณะรองรับ และเดินหน้าดูแลราคาน้ำมันไม่ให้กระทบประชาชนเกินไป จ่อคลอด”คนละครึ่ง”เวอร์ชั่นใหม่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังเพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจว่า ในเดือนมีนาคมรายได้รัฐบาลยังเข้าเป้าอยู่ ขณะที่ด้านรายจ่ายได้มอบนโยบายให้กรมบัญชีกลางเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่มีสัญญาณชะลอตัว
ในส่วนของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตพลังงานโลก ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง เร่งกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันที่รัฐถือหุ้น ให้เข้มงวดห้ามกักตุน ห้ามเอาเปรียบประชาชน และกรมสรรพสามิตให้เร่งตรวจนับปริมาณน้ำมันคงคลังที่อยู่ประจำโรงกลั่นทุกที่
ขณะเดียวกัน ยังได้มอบหมายให้กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตเร่งปราบปรามการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนข้ามแดน เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงเกิดการลักลอบนำน้ำมันจากไทยออกไปขายนอกประเทศ
“ต้องยอมรับว่าวันนี้เป็นวิกฤตพลังงานของโลก ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นจากประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปเป็นกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 300-400% แต่ไทยยังใช้กองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา ทำให้ราคาปรับขึ้นช้ากว่าหลายประเทศ” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ทันทีที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยมีหลายแนวทางที่เตรียมไว้ ทั้งการประสานการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตเหมือนที่ผ่านมา แต่จะดำเนินการในระดับใดต้องพิจารณาฐานะการคลังควบคู่กันไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต
ทั้งนี้ ย้ำว่าทิศทางหลักของนโยบายคือ ต้องช่วยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่ดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เตรียมมาตรการรองรับประชาชนกลุ่มเปราะบางจำนวนประมาณ 13.4 ล้านคนแล้ว พร้อมประสานกับสำนักงบประมาณเพื่อจัดเตรียมงบกลางมาดูแลกลุ่มดังกล่าว และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ทันที คาดว่ามาตรการจะมีความชัดเจนก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมโครงการใหม่ที่เป็นการต่อยอด “คนละครึ่ง” โดยจะผนวกรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็นโครงการเดียว ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่าย วิเคราะห์ยอดขายของร้านค้า รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
“โครงการนี้จะรวมทั้งกลุ่มเปราะบางและโครงการคนละครึ่งเข้าด้วยกัน จากเดิมที่แยกเป็น 2 ระบบ ก็จะรวมเป็นระบบเดียว ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการสามารถนำไปใช้จ่ายในร้านค้าทั่วไปได้มากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะร้านธงฟ้าเหมือนที่ผ่านมา” นายเอกนิติกล่าว
ในด้านการประเมินสถานการณ์ รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหลายฉากทัศน์ โดยยอมรับว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามซึ่งเป็นปัจจัยหลักของวิกฤตพลังงานจะยุติเมื่อใด จากเดิมที่คาดว่าอาจจบภายใน 1 เดือน ปัจจุบันประเมินว่าอาจยืดเยื้อ 3-4 เดือน (ฉากทัศน์ที่ 2) หรือมากกว่านั้น ทำให้ต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน โดยเร่งจัดหาน้ำมันและสำรองล่วงหน้าให้เพียงพอ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแล้ว แม้หวังว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงถึงขั้นดังกล่าว แต่รัฐบาลต้องมีแผนรองรับไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันรายได้ภาครัฐยังเป็นไปตามเป้า ฐานะการคลังยังพอรับได้ แต่การใช้กลไกทั้งกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิตล้วนเป็นการอุดหนุนราคาที่ให้ประโยชน์กับผู้ใช้พลังงานโดยตรง จึงจำเป็นต้องปรับแนวคิดไปสู่การช่วยเหลือประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อไม่ให้เกิดภาระการคลังและป้องกันความเสี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤตในอนาคต
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงเข้ามาดูแลราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับผู้บริโภคมากเกินไป โดยประเทศไทยมีเครื่องมือหลัก 2 ส่วนในการดูแลราคาน้ำมัน ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต โดยปัจจุบันใช้กองทุนน้ำมันเป็นกลไกหลักในการพยุงราคา ซึ่งช่วยดูแลราคาน้ำมันดีเซลอยู่ประมาณ 19 บาทต่อลิตร ถ้าไม่มีการดูแลจากกองทุนน้ำมัน ราคาดีเซลวันนี้อาจสูงถึงประมาณ 59 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันภาษีน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 6-7 บาทต่อลิตร ต่อให้ลดภาษีหมด ราคาก็ลงได้เพียงเท่านั้น แต่กองทุนน้ำมันฯ เคยรับภาระได้ถึง 20-25 บาท
“ถ้าไม่ทำอะไรเลย ราคาน้ำมันวันนี้อาจอยู่ที่กว่า 50 บาทต่อลิตร แต่ที่ยังอยู่ระดับ 40 บาทเศษ เพราะรัฐบาลเข้าไปดูแลให้ราคาน้ำมันกระทบกระเทือนประชาชนน้อยที่สุด แต่ต้องยอมรับความจริงว่ายังไงน้ำมันก็ต้องแพงขึ้น เพราะเราไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง”
ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เสนอเรื่องมายังกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้รัฐค้ำประกันการกู้เงินในวงเงิน 150,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่กองทุนมีภาระหนี้อยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำให้ยังมีวงเงินเหลือสำหรับใช้บริหารจัดการราคาน้ำมันได้อีกพอสมควร
ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการกู้เงินเพิ่ม จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ ให้บรรจุอยู่ในแผนบริหารหนี้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ ก่อนที่ สบน. จะดำเนินการจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมต่อไป โดยจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย 2 ส่วน
ได้แก่ การออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 26 พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อขยายเพดานการก่อหนี้ของกองทุนจากเดิม 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท กระบวนการกู้เงินของกองทุนจะใช้วิธีเปิดให้สถาบันการเงินเสนอเงื่อนไข และเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยคาดว่าจะเป็นหนึ่งในวาระแรกที่เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
นอกจากนี้ ในส่วนของการค้ำประกันเงินกู้ อาจต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับเพิ่มเติม เนื่องจากหากเป็นการกู้ของกองทุนโดยตรงจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ แต่หากมีการค้ำประกันโดยรัฐ จะต้องมีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้ หากมีการขยายวงเงินกู้ จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถาบันการเงินว่าต้องการให้ภาครัฐค้ำประกันหรือไม่ ซึ่งหากมีการค้ำประกัน หนี้ดังกล่าวยังคงถือเป็นหนี้สาธารณะทั้งหมด
สำหรับสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ปัจจุบันยังมีพื้นที่รองรับได้อีกประมาณ 300,000 ล้านบาท และหากมีการกู้เพิ่มเต็มวงเงิน 150,000 ล้านบาท จะกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะประมาณ 1% ของ GDP ที่อยู่ราว 18 ล้านล้านบาท โดยย้ำว่ารัฐบาลยังมีการบริหารจัดการ ไม่ได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวโดยไม่มีมาตรการดูแล
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เคยมีการค้ำประกันวงเงิน 150,000 ล้านบาท และกองทุนเคยติดลบสูงสุดประมาณ 130,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ ก็ต้องมีการบริหารต่อเนื่อง รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ” นายลวรณกล่าว
ส่วนกรณีการลดภาษีน้ำมันดีเซล นายลวรณระบุว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่ โดยหลักการบริหารราคาน้ำมันจะพิจารณาจากการผสมผสานระหว่างการใช้กองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ได้ราคาปลายทางตามเป้าหมาย
นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีการเพิ่มเงินช่วยเหลือ 100 บาทในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดก่อนหน้านี้ ขณะนี้กระบวนการต้องหยุดชะงัก เนื่องจากมีการโปรดเกล้าฯ ครม. ชุดใหม่แล้ว ทำให้ต้องเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ชุดใหม่อีกครั้ง ซึ่งวงเงินช่วยเหลือ 100 บาทอาจไม่เพียงพอ และมีโอกาสปรับเพิ่มได้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างแน่นอน แต่รายละเอียดวงเงินและระยะเวลามาตรการจะต้องรอการพิจารณาของ ครม. ชุดใหม่ในการประชุมนัดแรก ขณะเดียวกัน การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน
ในส่วนของหลักเกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ ระบุว่าจะมีความเข้มงวดมากขึ้นและใช้ฐานข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อลดปัญหาผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ แต่ขั้นตอนการลงทะเบียนจะง่ายขึ้นอย่างมาก โดยผู้ลงทะเบียนจะกรอกเพียงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อและเลขบัตรประชาชน ส่วนข้อมูลอื่น ๆ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ตรวจสอบจากฐานข้อมูลภาครัฐ
“กระบวนการเดิมถือว่าสิ้นสุด ต้องเริ่มใหม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องทำหนังสือไปยังสำนักงบประมาณเพื่อของบกลาง สำหรับวงเงินช่วยเหลือ 100 บาทต่อคน สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งจะต้องเสนอเข้า ครม. อีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการประชุม ครม.” นายลวรณกล่าว
สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรูปแบบโครงการ รวมถึงจำนวนผู้ได้รับสิทธิและวงเงินต่อคน ซึ่งยังต้องพิจารณาตามกรอบงบประมาณที่มี ทั้งนี้ แนวทางใหม่จะเชื่อมระบบร้านค้าระหว่างโครงการคนละครึ่งกับร้านค้าของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่แยกกัน โดยจะรวมร้านค้าทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้สะดวกมากขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
นอกจากนี้ การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่จะเปิดให้ผู้มีความพร้อมสามารถใช้สมาร์ทโฟนยืนยันตัวตนและใช้สิทธิแทนบัตรประชาชนได้ ซึ่งจะทำให้ระบบของบัตรสวัสดิการและคนละครึ่งเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากกระบวนการดำเนินการเป็นไปตามแผน โครงการคนละครึ่งรูปแบบใหม่ หรือ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจเริ่มใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม โดยจะเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ และช่วยเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ การลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งจะเป็นการลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด ยกเว้นกลุ่มผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรง จะไม่สามารถลงทะเบียนซ้ำในรูปแบบเดิมได้
ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายลวรณระบุว่า ล่าสุดได้รับการยืนยันจากสำนักงบประมาณว่ายังเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม ไม่มีความล่าช้า และจะสามารถเริ่มใช้ได้ตามปกติในช่วงเดือนกันยายน โดยงบประมาณปี 2570 ยังไม่ได้มีการจัดสรรเพื่อรองรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากในช่วงที่จัดทำงบประมาณยังไม่ได้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: คลังดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยกลุ่มเปราะบาง รับผลกระทบน้ำม้นแพง