นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ประกาศเดินหน้าภารกิจทางการทูตระดับสูง เพื่อระงับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตั้งเป้าเปิดการเจรจากับผู้นำอิหร่านและต่อสายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ หวังหาทางออกโดยสันติก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่สหรัฐขู่ใช้มาตรการทางทหารโจมตีโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเตหะรานในวันอังคารนี้
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ในการแถลงต่อรัฐสภาญี่ปุ่นวันนี้ นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิระบุว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการขั้นสุดท้าย เพื่อเปิดการหารือในระดับผู้นำกับอิหร่าน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้าง “ทางลง” ให้กับข้อพิพาท เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาค
“เราอยู่ระหว่างเตรียมการสำหรับการเจรจาระดับผู้นำ” นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น กล่าวถึงการหารือกับอิหร่านระหว่างการประชุมรัฐสภาวันนี้
“เราจะเดินหน้าทำทุกวิถีทางในขอบเขตอำนาจของเรา เพื่อหาทางลงให้กับสถานการณ์นี้และนำพาสันติภาพกลับคืนมา”
ภารกิจนี้เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำเตือนว่า สหรัฐพร้อมจะทิ้งระเบิดถล่มโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน หากเตหะรานยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาในการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของความต้องการทั้งหมดในประเทศ
ความสำเร็จในการฝ่าวงล้อม : เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซหุงต้ม (LPG) ในเครือของบริษัท Mitsui OSK Lines ของญี่ปุ่น กลายเป็นเรือกลุ่มแรก ๆ ที่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ นับตั้งแต่เหตุโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อเดือนก่อน
เรือที่ยังตกค้าง : นายมินอรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในขณะนี้ยังมีเรือที่มีความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของญี่ปุ่นอีกกว่า 43 ลำ ที่ยังคงติดค้างอยู่ในบริเวณช่องแคบดังกล่าว
ช่องทางการทูตคู่ขนาน : นายโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มการหารือกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน (อดีตเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงโตเกียว) เพื่อใช้ความสัมพันธ์อันดีในอดีตเป็นสะพานเชื่อมรอยร้าว
ภูมิรัฐศาสตร์ : จีนอาจก้าวขึ้นเป็นผู้คุมกฎใหม่ ?
นายโคอิชิโระ ทานากะ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัยเคโอ วิเคราะห์ว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาท “ผู้ค้ำประกันความมั่นคง” ในภูมิภาค หากสหรัฐเลือกที่จะถอยห่างหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จีนอาจก้าวเข้ามาสวมบทบาทแทน เนื่องจากจีนมีความจำเป็นต้องรักษาสายป่านทางพลังงานเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเปอร์เซียอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการสำรองพลังงาน : รัฐบาลสยบข่าวลือสินค้าขาดแคลน
นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิยังได้ใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเศรษฐกิจ โดยระบุถึงมาตรการรองรับวิกฤตพลังงาน ดังนี้ :
คลังน้ำมันสำรอง : ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์เพียงพอสำหรับใช้งานได้นานถึง 8 เดือน
แนฟทา (Naphtha) : ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าญี่ปุ่นจะขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาภายในเดือนมิถุนายน โดยยืนยันว่ามีสต๊อกรองรับความต้องการในประเทศอย่างน้อย 4 เดือน
การกระจายความเสี่ยง : รัฐบาลกำลังเร่งจัดหาแหล่งจัดจำหน่ายใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลาง เพื่อป้องกันผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติก อุปกรณ์ทางการแพทย์ และชิ้นส่วนยานยนต์
สถานการณ์ในขณะนี้จึงขึ้นอยู่กับผลของการเจรจาระหว่างโตเกียวและเตหะราน รวมถึงท่าทีของทำเนียบขาวก่อนจะถึงเส้นตายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพโลกในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ญี่ปุ่น เตรียมคุย ผู้นำอิหร่าน เจรจาเส้นทางเรือ