คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในยุคปัญญาประดิษฐ์ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีล้ำหน้าเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่คุณภาพของระบบกฎหมายที่ทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้จริงขยายผลได้จริง และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง
ในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเร่งหาจุดแข็งและโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะพัฒนาเทคโนโลยีได้เร็วที่สุด” แต่คือ“ใครจะสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ได้จริงมากที่สุด”
บทสนทนากับ “แบรด สมิท” (Brad Smith) ในงานแนวปฏิบัติด้านกฎหมายที่ดีในยุค AI (Good Regulatory Practices in the Age of AI) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและไมโครซอฟท์ร่วมกันจัดขึ้น เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ได้สะท้อนประเด็นนี้อย่างชัดเจน
แบรด ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการและประธานบริษัทของไมโครซอฟท์ หรือเรียกภาษาบ้าน ๆ ว่าเป็น “เบอร์สอง” รองจาก “สัตยา นาเดลลา” ที่เป็น CEO เท่านั้น โดยท่านมีบทบาทดูแลรับผิดชอบงานบริหารงาน กฎหมาย และรัฐกิจของบริษัททั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ เบอร์สองของบริษัทเทคระดับโลกขนาดนี้เป็นนักกฎหมายนะครับ ไม่ใช่นักเทคโนโลยี
นอกจากนั้น การที่ผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทระดับโลกเลือกที่จะลงทุนเวลาหลายวันในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศได้เป็นอย่างดี ความท้าทายของไทยคือ เราจะเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนได้อย่างไร Good Regulatory Practices หรือ GRP คือจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในมุมมองของแบรดครับ
GRP ไม่ใช่เรื่องชายขอบของนโยบายของรัฐ หรือเป็นเรื่องที่ไกลตัวประชาชน หากแต่เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นการเติบโตของประเทศ โดยจะเป็นตัวช่วย “เชื่อมจุด” และ “อุดช่องว่าง” ในอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการนำไปใช้จริง (Innovation and Adoption), ช่องว่างระหว่างโครงการนำร่องกับระบบระดับประเทศ (Pilot and Nation-wide System), ช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีกับกำลังคน (Technology and People) และช่องว่างระหว่างความไว้วางใจกับการขยายผลในวงกว้าง (Trust and Scale)
หากไทยสามารถลดช่องว่างเหล่านี้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ เราย่อมมีโอกาสแปลงศักยภาพของ AI ให้เป็นผลิตภาพ การยกระดับภาครัฐ และการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ประเด็นแรก คือ ไทยเราต้องเลิกพัฒนา AI เพียงแค่ต้องการจะแข่งขันกับชาติอื่นทางเทคโนโลยี สิ่งที่เราควรทำคือ การพัฒนาคุณภาพของกฎหมายและสถาบันหลักของสังคม จากประสบการณ์ของไมโครซอฟท์ ปัญหาหรือความท้าทายไม่ใช่การสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นการนำเทคโนโลยีไปใช้ในระดับที่สร้างผลลัพธ์ต่อประชาชนและประเทศในวงกว้าง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราต้องช่วยกันสร้าง “สะพาน” ที่จะพาเทคโนโลยีข้ามจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจและภาครัฐ
ตรงนี้เองที่ GRP เข้ามามีบทบาทสำคัญเพราะกฎหมายที่ดีไม่ใช่การมีกฎเยอะหรือเข้มที่สุด แต่คือกฎหมายที่สร้างความชัดเจน โปร่งใส ยืดหยุ่น เท่าทันต่อบริบท และยกร่างแบบบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์
กฎหมายในลักษณะนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนให้กับผู้พัฒนาเทคโนโลยี ภาคธุรกิจที่นำเทคโนโลยีไปต่อยอด และผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยให้การทดลองนวัตกรรมสามารถเดินหน้าได้อย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับของสังคมในระยะยาว
อีกประเด็นที่อยากชวนทุกท่านคิด คือ ทำไมหน่วยงานรัฐจำนวนมากทั่วโลกจึงยังติดอยู่ที่การทดลองนำเทคโนโลยีมาใช้กันในระดับ “Pilot” หรือโครงการนำร่อง เช่น การทำ Chatbot ทั้งที่ต่างก็ประกาศวิสัยทัศน์ AI อย่างกว้างขวาง
คำตอบส่วนหนึ่งคือ การนำ AI ไปใช้จริงในภาครัฐไม่ได้จบลงที่การมีเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยครับ แต่ต้องอาศัยความพร้อมเชิงสถาบัน โดยเฉพาะความพร้อมด้านข้อมูล การสร้างกระบวนงานที่เชื่อมโยงกันได้ โครงสร้างความรับผิดรับชอบที่ชัดเจน ไปจนถึงกรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลที่รองรับการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หากองค์ประกอบเหล่านี้ยังไม่พร้อม โครงการ AI ก็มีแนวโน้มจะหยุดอยู่แค่การสาธิตศักยภาพ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงระบบงานอย่างแท้จริง
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม กฤษฎีกาจึงเลือกที่จะพัฒนาโครงสร้างข้อมูลกฎหมาย ก่อนการนำเทคโนโลยีตามกระแสนิยมมาใช้ เพราะความพร้อมด้านข้อมูล เราจึงสามารถพัฒนาระบบวิเคราะห์ความสอดคล้องทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย (โครงการ TH2OECD Portal) ซึ่งนำ AI หลายโมเดลมาใช้ใน Workflow ของเจ้าหน้าที่รัฐ จนสามารถช่วยจัดทำร่างเอกสารสำคัญเพื่อสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวได้ในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่า หากออกแบบการใช้เทคโนโลยีให้สอดรับกับภารกิจของหน่วยงานและมีกระบวนการกำกับดูแลที่เหมาะสม AI ก็สามารถยกระดับประสิทธิภาพรัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นต่อมา คือ เรื่องของคนเทคโนโลยีจะไม่มีวันขยายผลได้จริง หากขาดมิติเรื่องคน คำถามที่เรามักจะถามกันในเกือบทุกวงสนทนา คือ “AI จะมาแทนงานมนุษย์หรือไม่” แต่โจทย์ที่ภาครัฐควรตั้งให้ชัดกว่าคือ “จะออกแบบการกำกับดูแลอย่างไรให้ AI ทำหน้าที่เสริมศักยภาพคน มากกว่าทดแทนคน”
หาก GRP ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดมาตรฐานความโปร่งใส การใช้ข้อมูล กำกับความเสี่ยง และการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ AI ก็จะไม่ใช่ภัยคุกคามต่อข้าราชการหรือแรงงานวิชาชีพแต่จะเป็นกลไกเพิ่มผลิตภาพ ลดภาระงานซ้ำซ้อน และเปิดพื้นที่ให้บุคลากรใช้เวลาไปกับงานที่ต้องอาศัยวิจารณญาณมากขึ้น
ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องความไว้วางใจหรือ Trust ความไว้วางใจไม่เกิดจากการขอให้สังคมเชื่อมั่นอย่างลอย ๆ หากเกิดจากการพัฒนาระบบกฎหมายและสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจนทำให้ประชาชนและผู้ใช้งานมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกใช้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และแก้ไขความผิดพลาดได้
ในแง่นี้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่ประเทศที่หลีกเลี่ยงความ ผิดพลาดทั้งหมด แต่คือประเทศที่มีระบบให้ “ลองเร็ว เรียนรู้เร็ว และปรับได้เร็ว” โดยยังคงรักษาหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะไว้ได้
บทเรียนสำคัญที่ผมได้จากการสนทนากับ “แบรด สมิท” จึงไม่ใช่เรื่องของ AI แต่เป็นเรื่องการสร้าง รัฐสมัยใหม่ (New State Design) ที่ต้องสามารถออกแบบกฎ กติกา และสถาบันให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยไม่สูญเสียเป้าหมายสาธารณะ ในโลกที่นวัตกรรมเกิดเร็วขึ้นทุกวัน ประเทศที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีใหม่ก่อนใครเสมอไป แต่เป็นประเทศที่สามารถแปลงเทคโนโลยีนั้นให้เป็นระบบงานสาธารณะ การเพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ก่อนใคร
ท้ายที่สุด หากไทยต้องการให้ AI เป็นมากกว่าคำขวัญของยุคสมัย เราจำเป็นต้องมองเรื่องนี้ผ่านเลนส์ของ Good Regulatory Practices อย่างจริงจัง เพราะในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กฎหมายที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ฉุดรั้งอนาคต แต่คือสิ่งที่ทำให้อนาคตเกิดขึ้นได้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับ: ถอดบทเรียนผู้บริหาร ‘ไมโครซอฟท์’ เมื่อ ‘กฎหมายที่ดี’ คือสูตรลับในยุค AI
