คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้
หากจะกล่าวว่าเดือนมีนาคมที่ผ่านมาถือเป็นบททดสอบจิตใจและวินัยครั้งใหญ่ที่สุดของนักลงทุนทองคำก็คงไม่ผิดนัก เมื่อราคาทองคำทิ้งดิ่งอย่างหนักถึง 12% แรงที่สุดใน 1 เดือนนับตั้งแต่ปี 2013 ลงไปแตะระดับ 4,608 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนอย่างมาก แต่หากเราลองก้าวถอยหลังมามองภาพรวมในระยะยาวตั้งแต่ช่วงต้นปี ราคาทองคำก็ยังถือว่าสามารถประคองตัวเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง และยังคงให้ผลตอบแทนโดยรวมที่เป็นบวกได้อยู่
โดยหลายคนอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า ในช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน ทำไมสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำราคากลับร่วงลงอย่างรุนแรง ? ซึ่งข้อมูลเจาะลึกจาก World Gold Council ที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยระบบ GRAM (Gold Return Attribution Model) ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าสนใจว่า การปรับฐานลดลงอย่างรุนแรงแบบในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” ของทองคำที่ย่ำแย่ลง แต่มาจาก “ภาวะตื่นตระหนก” และแรงเหวี่ยง (Momentum) ของเม็ดเงินลงทุนในตลาด
เมื่อเกิดความกังวลจากสงครามนักลงทุนทั่วโลกจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดและยังคงมีกำไรเพื่อดึงเงินสดกลับมา ซึ่งทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและมีสภาพคล่องสูงจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่นักลงทุนนำมาเทขายเพื่อการรักษาสภาพคล่อง
โดย 5 ปัจจัยหลักที่กดดันให้ราคาทองคำร่วงแรงในเดือนมีนาคม มีดังนี้
1.นักลงทุนรายย่อยเทขาย: เมื่อราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลง นักลงทุนทั่วไปในตลาดซื้อขายล่วงหน้า COMEX และกลุ่มผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุน ETF ต่างทนรับความเสี่ยงจากความผันผวนที่รุนแรงนี้ไม่ไหว จึงตัดสินใจเทขาย โดยเม็ดเงินไหลออกจากกองทุน ETF ทั่วโลกสูงถึง US$12bn
2.ระบบ AI สั่งเทขายล้างพอร์ตอัตโนมัติ: อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือกองทุนเทรดอัตโนมัติ (CTA) ที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเปิดสถานะ Long (เก็งกำไรขาขึ้น) ไว้เต็มพอร์ต เมื่อราคาทองคำร่วงหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 50 และ 55 วัน ระบบอัลกอริทึ่มจึงถูกทริกเกอร์ให้ส่งคำสั่ง “เทขายล้างพอร์ต” ออกมาทันทีโดยที่ไม่อิงกับปัจจัยพื้นฐานใด ๆ
3.ผลกระทบจากการปรับลดลงของตลาดหุ้น: เมื่อตลาดหุ้นขนาดใหญ่อย่าง S&P 500 เริ่มปรับฐานลดลง นักลงทุนหลายคนที่กู้เงินมาเทรดจึงโดนโบรกเกอร์เรียกให้วางเงินหลักประกันเพิ่ม (Margin debt) พวกเขาจึงตกอยู่ในภาวะจำยอม ต้องดึงเอา “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรและซื้อง่ายขายคล่องที่สุดมาเทขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดไปอุดรอยรั่วและบริหารจัดการความเสี่ยงของพอร์ต
4.แรงกดดันจากตลาดพันธบัตร: ความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 2 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งผลตอบแทนที่จูงใจนี้ถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่คอยดึงดูดเม็ดเงินออกจากตลาดทองคำและคอยกดดันราคาทองคำมาโดยตลอด
5.ข่าวลือที่สร้างความตื่นตระหนกของธนาคารกลาง: การที่ธนาคารกลางของประเทศตุรกี (CBRT) นำเอาทองคำในคลังสำรองราว 50 ตัน ไปทำธุรกรรมเพื่อค้ำประกันหนี้ (Swaps) ทำให้ตลาดเกิดความกลัวว่าจะมีการเทขายทองคำล็อตใหญ่ซ้ำรอยอดีต
ฟ้าหลังฝน : ทิศทางที่สดใสและโอกาสของตลาดทองคำ
อย่างไรก็ดีหลังจากที่เราได้ผ่านพ้นการปรับลงแรงในเดือนมีนาคม ตอนนี้ตลาดเริ่มกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้งและเริ่มมีสัญญาณบวกที่ชัดเจนให้เห็น โดยเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มมีทิศทางอ่อนค่าลง และเราเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาในกองทุน ETF อีกครั้งในหลายภูมิภาค ข้อมูลจากตลาด Options ก็สะท้อนภาพว่า แม้ในระยะสั้นนักลงทุนส่วนใหญ่จะยังคงระมัดระวังตัว แต่ในมุมมองระยะยาวแล้วทุกคนยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าราคาทองคำจะยังสามารถปรับตัวไปต่อได้
การปรับลงแรงของราคาทองคำในเดือนมีนาคมได้ให้บทเรียนราคาแพงว่า ในยามที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนกและกระหายสภาพคล่องอย่างหนัก คนก็จะเลือกขายในสิ่งที่ “ขายได้” แม้กระทั่งทองคำที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม ซึ่งหลังจากนี้แม้ว่าในระยะสั้นราคาทองคำอาจจะยังคงมีความเปราะบางและผันผวนตามความต้องการเงินสด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาน้ำมันดิบยังคงพุ่งทะยานและยืนอยู่เหนือระดับ US$100/bbl นานเกินไป แต่ทว่าในระยะยาวแล้วปัจจัยพื้นฐานและภาพรวมเศรษฐกิจระดับโลกก็ยังคงเอื้ออำนวยและเป็นใจให้ทองคำเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และทันทีที่ราคาทองคำเริ่มฟื้นตัวและสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ เม็ดเงินจากกลุ่ม Wealth management และบรรดานักลงทุนรายย่อยก็จะค่อยๆ ทยอยไหลกลับเข้ามาสะสมทองคำเพื่อลงทุนรอบใหม่อีกครั้ง
ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี
อ่านข่าวต้นฉบับ: เจาะลึกราคาทองคำ : เกิดอะไรขึ้น ทำไมมีสงครามแต่ราคาร่วงแรง ?