วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับการนั่งเก้าอี้ในฐานะผู้ชมครั้งแรกในรอบ 60 ปี และคำเตือนถึง “โลกที่กำลังกลายเป็นคาสิโน”
ในงานประชุมผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ประจำปี 2026 ณ เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา เป็นครั้งแรกที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 95 ปี เลือกนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งผู้ชมด้านล่าง ปล่อยให้สปอตไลท์บนเวทีฉายไปที่ เกร็ก เอเบิล ผู้สืบทอดตำแหน่ง และทีมบริหารรุ่นใหม่
บทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ เบ็คกี้ ควิก จาก CNBC ครั้งนี้ ชวนไปทบทวนอดีต และวางพิมพ์เขียวทางความคิดสำหรับโลกการเงินที่กำลังถูกสั่นคลอนด้วยเทคโนโลยี AI และภาวะเงินเฟ้อ
เบ็คกี้ ควิก เริ่มต้นถามถึงความรู้สึกของ “พ่อมดแห่งโอมาฮา” หลังจากประกาศวางมือจากตำแหน่ง CEO ไปเมื่อปีก่อน
บัฟเฟตต์กล่าวว่า
“ผมว่าทุกอย่างมันกำลังไปได้สวยนะ มันเวิร์กมาก…ในแง่ของการนำเงินสดของ Berkshire ออกไปลงทุน สภาพแวดล้อมรอบตัวตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่จุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการมีทีมบริหารที่ใช่ มีการจัดการที่ถูกต้อง ผมว่าเรามาถูกทางแล้ว”
ปรัชญาที่เป็นหัวใจสำคัญของ Berkshire ตลอด 6 ทศวรรษ คือการมีอิสระในการตัดสินใจโดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอก
“เราสามารถเลือกจุดที่เราจะเข้าไปลงทุนได้เอง โดยไม่มีใครมาคอยบงการว่าต้องทำอะไรเป๊ะๆ ดังนั้นบางครั้งเราก็เลือกที่จะ ‘ไม่ทำอะไรเลย’ แต่ในบางช่วงเราก็ลุยหนักมาก”
ประเด็นที่คนทั้งโลกจับตามองคือ กองเงินสดมหาศาลกว่า 3.8 – 4 แสนล้านดอลลาร์ ที่ Berkshire ถือครองอยู่ บัฟเฟตต์อธิบายว่าการที่ยังไม่ขยับตัว ไม่ใช่เพราะความประมาท แต่คือความอดทนขั้นสูงสุด
บัฟเฟตต์ยกตัวอย่างคำพูดของ ทอม วัตสัน ซีเนียร์ แห่ง IBM เพื่ออธิบายมุมมองความเชี่ยวชาญว่า
“ผมแค่ฉลาดเป็นจุดๆ และผมเลือกจะยืนเฝ้าอยู่แค่จุดพวกนั้นแหละ”
“ตอนนั้น IBM ทำ 3 ธุรกิจ รวมถึงนาฬิกาตอกเวลาด้วย ซึ่ง 2 ใน 3 นั้นมันไม่รอด แต่เขาก็เลือกที่จะโฟกัสแค่ตัวที่รุ่งตัวเดียว”
เมื่อเบ็คกี้ถามจี้ถึงเรื่องราคาสินทรัพย์ที่สูงลิ่วในปัจจุบัน บัฟเฟตต์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าโลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเขาเลือกที่จะไม่วิ่งตามทุกอย่าง
“ผมไม่ได้เรียนรู้อุตสาหกรรมใหม่ๆ มาหลายปีแล้ว และผมก็ไม่ได้หลอกตัวเองเรื่องนี้นะ ผมสู้พวกเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่โตมากับของพวกนั้น ใช้มันเอง เห็นมันมาตลอดไม่ได้หรอก… คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันไปซะทุกอย่างหรอก ขอแค่เข้าใจตัวที่ใช่จริงๆ อย่าง Apple ก็พอ”
หนึ่งในคำเตือนที่สะเทือนที่สุดในบทสัมภาษณ์นี้คือการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรม “การพนัน” ในตลาดทุนยุคใหม่ บัฟเฟตต์เปรียบเปรยตลาดหุ้นไว้ว่า:
“ผมมักจะเปรียบเทียบตลาดหุ้นเหมือนโบสถ์ที่มีคาสิโนพ่วงอยู่ข้างๆ คนสามารถเดินไปเดินมาระหว่างโบสถ์กับคาสิโนได้ตลอดเวลา และผมบอกได้เลยว่าเดี๋ยวนี้คนในคาสิโนมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ”
เขาเจาะลึกไปที่ความบ้าคลั่งของผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่าง One-day Options ว่ามันไม่ใช่การลงทุนหรือแม้แต่การเก็งกำไร แต่มันคือการพนันล้วนๆ “ไม่มีใครอธิบายได้หรอกว่าซื้อออปชันแค่วันเดียวไปทำไม ปริมาณการเทรดพวกนี้มันมหาศาลมาก เราไม่เคยเห็นผู้คนอยู่ในอารมณ์อยากพนันมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลย… ราคาของหลายๆ อย่างมันจะดูไร้สาระมาก”
บัฟเฟตต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมมนุษย์ที่พยายามซิกแซ็กกฎระเบียบ แทนที่จะสร้างมูลค่า
“เดี๋ยวนี้เรามีกฎระเบียบเยอะแยะไปหมด แต่คนก็ยังเสียเวลาไปกับการหาทางเลี่ยงกฎมากกว่าจะทำตามกฎ นั่นแหละคือความท้าทาย”
ความลับที่ทำให้บัฟเฟตต์ครองความยิ่งใหญ่ได้นานขนาดนี้ คือการรอคอยช่วงเวลาที่เขานิยามว่า “Juicy Years” ในรอบ 60 ปี ซึ่งมีไม่เกิน 5 ปีเท่านั้น
“โอกาสที่ดีที่สุดมักจะมาในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ที่สุด เวลาที่น่าซื้อของที่สุดคือตอนที่ไม่มีใครยอมรับโทรศัพท์เลยครับ ทุกคนเอาแต่โม้เรื่องแผนกเทรดดิ้งที่วิเศษของตัวเอง แต่ลองดูสิ เวลาที่ตลาดถล่ม พวกเขาไม่รับโทรศัพท์หรอก”
บัฟเฟตต์เปรียบเทียบความโหดร้ายของตลาดในช่วงวิกฤตไว้อย่างน่ากลัวว่า เหมือนการเดินเข้าไปใน ‘โรงฆ่าสัตว์’ ที่สเปรดราคากว้างจนน่าตกใจ และข้อมูลของผู้ซื้อจะถูกนำไปใช้เพื่อทำลายพวกเขาเองในภายหลัง “ถ้าคุณเจอแบบนั้น คุณจะไม่อยากกินฮอตดอกไปพักใหญ่เลยล่ะ”
ในวัย 95 ปี บัฟเฟตต์ไม่ได้กังวลเรื่องการขาดทุนเท่ากับภัยพิบัติที่ไม่มีใครคาดคิด เขาใช้คำว่า “สิ่งที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้” (Out of the blue) เป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าสิ่งที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้
“อย่าไปกังวลกับสิ่งที่คนพูดกันว่าจะเกิดขึ้น สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือสิ่งที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ต่างหาก… ระเบิดนิวเคลียร์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละ ถ้ามันเป็นสิ่งที่คนพูดถึงและเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว มันมักจะไม่เกิดขึ้น”
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี AI และ Deepfakes บัฟเฟตต์แสดงความกังวลว่ามันสามารถเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงที่ทรงพลังเกินคาด
“ผมกังวลมากถ้ามีใครเลียนแบบประธานาธิบดีได้แนบเนียน ถ้าคุณทำให้คนเชื่อจนเขายอมให้กู้เงิน หรือเชื่อข่าวปลอม มันน่ากลัวมากครับ… เรายังไม่ได้จัดการเรื่องนี้ และเราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
บัฟเฟตต์วิเคราะห์ว่าเงินเฟ้อคือศัตรูตัวร้ายที่ทำลายล้างสังคมได้มากกว่าแค่ตัวเลขในบัญชี เมื่อคนหมดศรัทธาในค่าของเงิน ทุกอย่างจะพังทลายลงเหมือนที่เคยเกิดในเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือในหมู่เกษตรกรเนบราสก้าในอดีต
“การที่ผู้คนขาดศรัทธาในเงินตรา มันจะเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นอย่างอื่นไปเลย ผมหวังเสมอว่าอเมริกาจะไม่เป็นแบบนั้น แต่เราก็ไม่มีภูมิคุ้มกันหรอกนะ”
อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในทักษะของบุคคล
“ถ้าคุณเป็นหมอที่เก่งที่สุด หรือทนายที่เก่งที่สุดในเมือง คุณจะหาเงินได้เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หนึ่งในเรื่องราวที่น่าประทับใจที่สุดในบทสัมภาษณ์นี้คือการพูดถึง เกร็ก เอเบิล ผู้สืบทอดตำแหน่ง บัฟเฟตต์เล่าว่าเขาไม่ได้เลือกเกร็กเพียงเพราะเป็นคนดี แต่เลือกเพราะความฉลาดหลักแหลมในธุรกิจ และความทุ่มเทที่มีต่อคุณค่าของความเป็นอเมริกัน
บัฟเฟตต์เล่าว่าเกร็ก กำลังสอบเพื่อเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างเป็นทางการ “เขานั่งติววิชารัฐธรรมนูญกับลูกชายของเขา… อเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษมากครับ มันคือปาฏิหาริย์ที่ประเทศนี้สร้างขึ้นมาได้ มันมี ‘สูตรลับ’ บางอย่างที่ดึงดูดคนจากทั่วโลกให้อยากย้ายมาที่นี่ตลอด 200 กว่าปี… คุณซื้อความรู้สึกแบบนี้จากที่ไหนไม่ได้หรอก”
ก่อนจบการสัมภาษณ์ เบ็คกี้ ควิก ถามถึงข้อความสุดท้ายที่เขาอยากจะฝากบอกพาร์ทเนอร์และผู้ถือหุ้นที่ร่วมเดินทางกันมาหลายทศวรรษ บัฟเฟตต์ไม่ได้พูดเรื่องสูตรการคำนวณมูลค่าหุ้น หรือกลยุทธ์การเก็งกำไร แต่เขากลับพูดถึงจริยธรรมในการใช้ชีวิต
“กฎข้อหนึ่งที่ผมจะบอกคือ ‘จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนที่คุณอยากให้เขาปฏิบัติต่อคุณ’ ผมไม่ใช่คนเคร่งศาสนานะ แต่ไม่มีใครพูดได้ดีกว่าคำสอนที่มีมา 2,000 ปีนี้แล้ว”
บัฟเฟตต์พุดทิ้งท้ายไว้ว่าการใช้ชีวิตตามกฎทองนี้ไม่เสียเงินสักบาทเดียว แถมยังให้ผลตอบแทนเป็นความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้
“ผมไม่เคยเห็นใครที่ทำแบบนี้แล้วไม่มีความสุขเลยครับ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดใจบัฟเฟตต์ 2026 ศาสตร์แห่งเงินสด และคาสิโน