ช่วงปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา “กูเกิล คลาวด์” (Google Cloud) เปิดตัวนวัตกรรมชุดใหม่ภายในงาน “Google Cloud Next ’26” โดยมุ่งสนับสนุนให้องค์กรทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวสู่การเป็น Agentic Enterprise ผ่านโครงสร้างเทคโนโลยีแบบครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
โดยความก้าวหน้าครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรก้าวข้ามการใช้งานแชตบอตแบบเดิม สู่การประยุกต์ใช้ AI Agents อัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถรับรู้ วิเคราะห์ ให้เหตุผล และดำเนินการได้อย่างสอดประสาน เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนและวัดผลได้
“ซุนดาร์ พิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google และ Alphabet กล่าวว่า เมื่อช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัว “Gemini Enterprise” ซึ่งเป็นระบบแบบครบวงจรสำหรับยุค Agentic และในไตรมาส 1/2026 จำนวนผู้ใช้งานแบบชำระเงินรายเดือนเติบโต 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนให้เห็นว่า พนักงานในทุกองค์กรสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ก็มาพร้อมความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น โดยบทสนทนาได้เปลี่ยนจาก “เราจะสามารถสร้าง Agent ได้หรือไม่” ไปสู่ “เราจะบริหารจัดการ Agent จำนวนมากได้อย่างไร”
ด้วยเหตุนี้ จึงเปิดตัว Gemini Enterprise Agent Platform ใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนศูนย์บัญชาการสำหรับองค์กรในยุค Agentic
Gemini Enterprise Agent Platform เป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจรสำหรับองค์กร เพื่อรองรับการสร้าง ขยายการใช้งาน กำกับดูแล และเพิ่มประสิทธิภาพของ AI Agents โดยแพลตฟอร์มนี้ถือเป็นการต่อยอดจาก Vertex AI ซึ่งได้ผสานความสามารถด้านการเลือกและพัฒนาโมเดล รวมถึงการสร้าง Agents เข้าด้วยกัน พร้อมเสริมศักยภาพใหม่ด้านการทำงานร่วมกันของ Agents, DevOps, ระบบการประสานการทำงาน และความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
แพลตฟอร์มดังกล่าวมอบการเข้าถึงโมเดลชั้นนำระดับโลกมากกว่า 200 โมเดล ครอบคลุมตั้งแต่ Gemini 3.1 Pro โมเดลขั้นสูงของ Google ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประสานเวิร์กโฟลว์ที่มีความซับซ้อน; Gemini 3.1 Flash Image ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Nano Banana 2 สำหรับการสร้างอินเทอร์เฟซผู้ใช้และสื่อภาพคุณภาพสูง ไปจนถึง Lyria 3 โมเดลระดับแนวหน้าสำหรับการสร้างเสียงและดนตรีอย่างมืออาชีพ รวมถึงโมเดลจาก Anthropic อาทิ Claude Opus, Sonnet และ Haiku ขณะเดียวกัน Google Cloud ยังเพิ่มการรองรับ Claude Opus 4.7 เข้ามาภายในแพลตฟอร์มอีกด้วย
ด้าน “โทมัส คูเรียน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google Cloud กล่าวว่า Gemini Enterprise ได้พัฒนาสู่การเป็นระบบแบบครบวงจรสำหรับยุค Agentic โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล บุคลากร ตลอดจนแอปพลิเคชันและ AI Agents ขององค์กร ให้ทำงานร่วมกันเป็นเวิร์กโฟลว์อัจฉริยะหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ
ไม่ใช่เพียงการรวมบริการแบบแยกส่วนเข้าด้วยกัน แต่เป็นโครงสร้างเทคโนโลยีแบบบูรณาการเชิงลึกที่พัฒนาร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อรองรับทั้งการขยายสเกลและประสิทธิภาพที่จำเป็น เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่ของ Production AI อย่างเต็มรูปแบบ
เกือบ 75% ของลูกค้า Google Cloud ได้นำผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทไปใช้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ AEON360, CIMB Niaga, DBS, Emtek Group และ FairPrice Group
ไปจนถึงแบรนด์ระดับโลก เช่น LA28 (การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ลอสแอนเจลิส 2028), Capcom, Citi Wealth, Formula E, The Estée Lauder Companies Inc. และ Jo Malone London รวมถึง Mars, McDonald’s, Merck, Minor Hotels, NASA, The Home Depot, Unilever และ Virgin Voyages เป็นต้น
โดยช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Google Cloud มีลูกค้า 330 รายที่ใช้งานโมเดล AI ของบริษัทในการประมวลผลในระดับมากกว่า 1 ล้านล้านโทเคนต่อราย ขณะที่อีก 35 รายสามารถขยายการใช้งานไปสู่ระดับ 10 ล้านล้านโทเคน ซึ่งสะท้อนการนำเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องในหลากหลายการใช้งาน
ปัจจุบันโมเดล AI ของ Google Cloud มียอดการประมวลผลผ่านการใช้งาน API โดยตรงจากลูกค้ามากกว่า 16,000 ล้านโทเคนต่อนาที ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10,000 ล้านโทเคนในไตรมาสที่ผ่านมา
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดตัว ‘Gemini Enterprise Agent Platform’ ศูนย์บัญชาการองค์กรยุค Agentic
