“ศุภจี” หารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART หวังสรุปผลโดยเร็ว ลดความเสี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ พร้อมเตรียมส่งคณะไทยชี้แจง USTR ปมมาตรา 301 วันที่ 13-14 พ.ค. 2569 ด้านสหรัฐฯ เปิดกว้างพิจารณายกเว้นภาษีสินค้าไทยบางรายการที่ผลิตเองไม่ได้ พร้อมชวนไทยเพิ่มบทบาทในซัพพลายเชนสหรัฐฯ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว
เป้าหมายสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ คือการเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงลดแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ อาจใช้กับไทยในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญ
นางศุภจีกล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น เกษตรแปรรูป และพลังงาน รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง
ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม พร้อมแจ้งแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ไทยได้ใช้โอกาสในการหารือผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป สะท้อนความยืดหยุ่นในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
สำหรับประเด็นการเจรจาความตกลง ART นางศุภจีได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่า ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านกรอบเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังแสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างสมดุลทางการค้าและเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
ในด้านกรอบเวลา ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมายสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยในฐานะประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต
นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทย
ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ นางศุภจียังได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและสหรัฐฯ
ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว
พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
นางศุภจีกล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจา ART ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ
ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาปรับสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
อ่านข่าวต้นฉบับ: ศุภจีพบ USTR เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ ก่อนชี้แจงมาตรา 301
