“วราวุธ” ลั่นนโยบาย เล็งใช้ระบบวางเงินค้ำประกันก่อนลงทุน หวังลดขั้นตอน ไม่ต้องรอ รง.4 นานเป็นปี ชี้ผิดมาตรฐานสั่งปิดพร้อมยึดเงินประกัน ส่วน “แลนด์บริดจ์” ต้องชั่งน้ำหนัก ผลกระทบเยอะ แถมระนอง-ชุมพรธรรมชาติสมบูรณ์ อุทยานเยอะ ไม่เหมาะทำนิคม ได้แค่คลังสินค้าพักรอขนส่ง ขณะที่ กนอ.เปิดโซนหนุนเอสเอ็มอี นำร่องนิคม ลาดกระบัง ดันรายเล็กเข้าซัพพลายเชนรายใหญ่ถึงที่ ลดภาระขนส่ง
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังประชุมมอบนโยบายเชิงรุกแก่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่า บทบาทสำคัญของ กนอ.ยังคงจำเป็นที่ต้องเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะการเป็นศูนย์มอนิเตอร์ที่ติดตามสถานการณ์ในนิคมทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยน้ำเสีย อากาศเสีย รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบสื่อสารที่จะสามารถเชื่อมต่อเจ้าหน้าที่ทุกนิคมทั่วประเทศได้พร้อมกันภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะต้องเป็นผู้พัฒนาพื้นที่ที่วางระบบสาธารณูปโภคให้พร้อม เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมทั้งต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยยอมรับว่าหลายกฎหมายล้าสมัยและเป็นข้อจำกัดต่อทั้งผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐ
“มอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งทบทวนขั้นตอนการอนุญาตตั้งโรงงานให้รวดเร็วที่สุด ด้วยการปรับกระบวนการอนุญาต เช่น การใช้ระบบวางเงินค้ำประกัน (Security Deposit) แทนการตรวจสอบหลายขั้นตอน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มลงทุนได้เร็วขึ้น โดยมีเงื่อนไขควบคุมภายหลัง หากไม่เป็นไปตามมาตรฐานสามารถยึดเงินประกันและสั่งปิดกิจการได้ เป้าหมายสำคัญคือ การลดระยะเวลาการอนุญาตให้เหลือภายใน 1 เดือน จากเดิมหลายขั้นตอน และต้องประสานหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย”
ในด้านการลงทุน รัฐบาลต้องการเร่งขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ (FDI) แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก สำหรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น Land Bridge เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) ยอมรับว่ายังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยต้องพิจารณาหลายปัจจัยทั้งรูปแบบการขนส่ง ถนน รถไฟ หรือท่อส่ง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักให้รอบด้าน
โดยเฉพาะพื้นที่ชุมพรและระนองที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติจำนวนมาก แน่นอนว่าพื้นที่โครงการนี้ไม่เหมาะกับการตั้งนิคมอุตสาหกรรม แต่เหมาะกับการทำคลังสินค้า เพื่อไว้ใช้พักรอระหว่างการขนส่งมากกว่า
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นต้นแบบของมาตรฐานโรงงานในประเทศไทย โดยเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก เนื่องจากปัญหาร้องเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกลิ่น น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศ
ปัจจุบันมีการใช้ระบบตรวจวัดแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) รวมถึงการตรวจวัดคุณภาพน้ำ ซึ่งในอนาคตต้องการให้โรงงานทุกแห่งมีระบบลักษณะนี้ และสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลางได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้โรงงานเข้ามาอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น แทนการกระจายตัว เพื่อให้ควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม โลจิสติกส์ และความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น
ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำงานร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อสนับสนุนเงินกู้ให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด และการลดการปล่อยคาร์บอน เงินกู้ดังกล่าวจะไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากเป็นการปล่อยกู้ให้เอกชนโดยตรง และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศไทยในระยะยาว สำหรับนโยบายจัดการซากรถยนต์ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบสำคัญและต้องจัดการอย่างเหมาะสม ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนซากรถและระบบกำจัดในประเทศ
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลนอกจากการสนับสนุนเงินกู้วงเงิน 20,000 ล้านบาทผ่านกลไกของธนาคารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญของภาคอุตสาหกรรมแล้วนั้น กนอ. ยังมีบทบาทในการผลักดันให้ SMEs มีพื้นที่และสถานการประกอบการที่เป็นมาตรฐาน
ล่าสุดได้กันพื้นที่ขนาด 10,000 ตร.ม.ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กำหนดไว้เป็นโซนสำหรับ SMEs โดยเฉพาะ เพื่อต้องการลดภาระด้านต้นทุนการขนส่ง และต้องการให้เป็นซัพพลายเชนที่อยู่ใกล้กับคู่ค้าที่ต้องการวัตถุดิบโดยตรง ซึ่งหากกลุ่มนี้ไม่สามารถอยู่รอดได้จะกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแน่นอน
“เดิมเรามีแผนที่จะทำเป็นนิคมอุตสาหกรรม SMEs แต่รูปแบบนี้เราศึกษาค่อนข้างไม่เหมาะสม เราจึงใช้วิธีกันพื้นที่โซน SMEs ให้เลย สัดส่วนประมาณ 5% ของพื้นที่นิคม ซึ่งที่ลาดกระบังจะเป็นที่แรก และที่เรากำลังศึกษาจะขยายไปคือนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง แต่มีปัญหาเรื่องตึกและพื้นที่ที่มีการฟ้องร้อง เลยต้องหาวิธีการอื่นแทน ส่วนในนิคม อื่น ๆ ที่เป็นของ กนอ.จะใช้โมเดลนี้ทั้งหมด อีกแห่งที่จะเล็งไว้คือ นิคมอุตสาหกรรมลำพูน”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ชงใช้เงินค้ำประกันตั้งโรงงาน ‘วราวุธ’ ชี้ลดเวลาขออนุญาตเหลือ 1 เดือน