คอลัมน์ : Politics policy people forum
แม้ว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
โดยในท้าย พ.ร.ก.ระบุหลักเกณฑ์การใช้เงิน 2 แสนล้านแรก ใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ กับ 2 แสนล้านหลัง ใช้ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จากฟอสซิลมาสู่พลังงานสะอาด
แต่ยังต้องเจอด่านสกัดสำคัญ เมื่อพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน แท็กทีมพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมรายชื่อ 135 รายชื่อ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยฝ่ายค้านเห็นว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ในส่วนที่จะนำมาใช้ใน 2 แสนล้านหลังเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน
ในคำร้องของฝ่ายค้านที่ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ มีการแนบเอกสารประกอบคำร้อง ชี้ให้เห็น “จุดอ่อน” ในการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์อีวี เพื่อลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ของ พ.ร.ก. อาทิ สถิติการผลิตกระแสไฟฟ้ารายเดือนจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง (Monthly Electricity Generation by Fuel Type) จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, แผนแม่บทการพัฒนาสมาร์ทกริดของไทย จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์, แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP 18 Revision 2) โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
ในแผนงานการใช้งบฯ 2 แสนล้านหลัง ที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาดนั้น ในคำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้เหตุผลให้เห็นจุดอ่อนว่า “มิได้เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”
“หากฝ่ายบริหารไม่ได้กระทำตอนนี้ก็มิได้ “ส่งผลกระทบเฉียบพลัน” ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดความไม่มั่นคง จนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างฉุกเฉิน รีบด่วนด้วยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาทแทนที่จะตราเป็นพระราชบัญญัติตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่ตราบทบัญญัติพิพาทแห่งพระราชกำหนดฉบับพิพาทในทันที กรณีก็ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างเฉียบพลัน” ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน การขาดแคลนพลังงาน หรือภาวะหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจ อย่างปัจจุบันทันด่วน อันเป็นเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายให้สามารถใช้อำนาจตราพระราชกำหนดได้”
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์แล้ว จะพบว่าขณะนี้ประเทศไทยก็มิได้อยู่ในสภาวะที่กำลังเผชิญกับสภาพความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะต้องรีบจัดหามาตรการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างฉุกเฉินโดยมีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ อันจะเข้าข่ายวัตถุประสงค์ที่จะต้องตราพระราชกำหนดแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงมาตรการ โครงการ หรือแผนงานสำหรับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสองด้าน ทั้งในด้าน “การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้า” และในด้าน “การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคยานยนต์”
การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในคำร้องฝ่ายค้านชี้ให้เห็นว่า ต้องการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทย ต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อยประมาณ 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดปรากฏตามแผนแม่บทการพัฒนาสมาร์ทกริดของไทย จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยการดำเนินนโยบายพลังงานสะอาดนั้นเป็น “แผนระยะปานกลาง” และ “แผนระยะยาว”
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกตลาดและมาตรการส่งเสริมที่มีอยู่ เมื่อพิจารณาสถิติการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปี พ.ศ.2568 พบว่า มีรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด รวมจำนวนทั้งสิ้น 273,537 คัน จากจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 550,290 คัน และในปี พ.ศ.2569 ในช่วง 4 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน พ.ศ.2569 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สถิติการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด
รวมทั้งสิ้น 131,449 คัน จากจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 232,759 คัน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคยานยนต์กำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้ว ผ่านกลไกตลาดและมาตรการสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง
“จากที่กล่าวมาทั้งหมด สำหรับการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เมื่อปราศจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีภยันตรายเฉียบพลันที่คุกคามทางเศรษฐกิจของประเทศด้านพลังงานที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างฉุกเฉินรีบด่วน” คำร้องฝ่ายค้านระบุ
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงินนี้ เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ทั้งนี้ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5% ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดีส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เผยตัวเลขระบุว่าภาวะเศรษฐกิจหลัสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง
“ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน หัวหอกเศรษฐกิจของพรรค ชี้ภาพว่า พ.ร.ก.เงินกู้ยุคอนุทิน คล้ายกับ พ.ร.ก.กู้เงินยุคลุงตู่ ช่วงแก้โควิด-19 เพราะใน พ.ร.ก.กู้เงิน ยุค พล.อ.ประยุทธ์ ดูแล้วเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องประคับประคองเศรษฐกิจในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเป็นโครงการคนละครึ่งและมาตรการการเยียวยา ด้วยวิกฤตแบบนั้นเหมาะสมและจำเป็น”
“แต่เงินกู้อีกส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปใช้โครงการเบี้ยหัวแตกที่ทางราชการเสนอขึ้นมา แทนที่จะเป็นรายการปกติ แต่กลับมาใช้ช่องทางนี้ จนเกิดเหตุโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการกลั่นกรองแล้วแต่เดินต่อไปไม่ได้ โครงการส่อทุจริต โครงการล่าช้า สุดท้ายบางโครงการต้องยุติตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเต็มไปหมด”
ในยุคนั้นมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในการกลั่นกรอง ก็เคยชินกับการอนุมัติโครงการประเภทที่เสนอมาจากจังหวัดต่าง ๆ แต่การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน น่าจะไม่มีประสบการณ์ตรงในการกลั่นกรองโครงการใดมาก่อน
“แน่นอนแม้ตัวคณะกรรมการกลั่นกรองจะมีองค์ประกอบจากสำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ แต่ประธานเป็นปลัดกระทรวงการคลัง จึงรู้สึกแปลก ๆ และในองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองไม่มีตัวแทนจากกระทรวงพลังงานมาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ 2 แสนล้านหลัง หรือครึ่งหนึ่งของเงินที่มาใช้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน”
ดังนั้น “ศิริกัญญา” มองว่า เมื่อให้ราชการเสนอโครงการขึ้นมา รูปแบบจะคล้ายกฎหมายกู้เงินยุค พล.อ.ประยุทธ์ แต่ใช้สร้อยคำว่าเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการใช้ฟอสซิล ลดคาร์บอนตามมา และเมื่อให้หน่วยงานราชการเสนอโครงการขึ้นมา ก็จะเจอหน่วยงานราชการขอติดโซลาร์รูฟท็อป ส่วนราชการขอติดสถานีชาร์จรถอีวี
“ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ได้แย่ แต่ใช้งบประมาณปกติได้ ตามความจำเป็นที่จะต้องติด รวมถึงจะช่วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้แค่ไหน ในเมื่อยังไม่รู้ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิลจากเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ ยังไม่บอก ดังนั้นเราคาดการณ์ไม่ได้ว่าโครงการจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และที่แน่ ๆ ไม่มีทางที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะสำเร็จได้ภายในเร็ววัน”
“การเปลี่ยนผ่านไฟฟ้าถึงจะมีติดโซลาร์เซลล์ แต่การผลิตไฟฟ้าเกือบทั้งหมดยังติดสัญญาสัมปทานการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อรัฐบาลยังมีแอกอยู่บนหลัง จะเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาดเพียง 1 ปีได้อย่างไร รวมถึงการเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์อีวี หัวจักรอีวี จะลดน้ำมันได้กี่ล้านลิตร”
ขณะที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยืนยันว่าการตรา พ.ร.ก. เป็นความจำเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
“ผมมั่นใจว่าเราออกแบบ พ.ร.ก.มาครบถ้วน พร้อมรับวิกฤตและมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะคนป่วยวันนี้ต้องให้ยาวันนี้ ไม่ใช่รอเวลา 4-5 เดือน เพื่อรองบประมาณปี 2570 จะไม่ทัน”
“และมั่นใจว่าไม่ช่วยนายทุน และไม่ใช่การตีเช็คเปล่า พ.ร.ก.ทุกฉบับเขียนกลไกไว้ชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง เน้นเรื่องของความโปร่งใส และจะให้เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างว่าได้พิจารณาอะไรไป”
“ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดของโครงการจึงให้กระทรวงต่าง ๆ เสนอโครงการเข้ามา โดยมีเงื่อนไขต้องช่วยและเยียวยาประชาชนให้ตรงเป้า ช่วยการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงปฏิรูปหลังวิกฤต ให้ฟื้นกลับมาได้ดีขึ้น จึงมีโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะแรงงาน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส นอกจากบรรเทาผลกระทบแล้วจะสอนทักษะด้วย”
“และยังช่วยทำให้ผู้ประกอบการ เข้าถึงแหล่งสินเชื่อของรัฐได้ง่ายขึ้นเพื่อลดการกู้นอกระบบ และให้เอกชนร่วมนำเสนอโครงการได้ด้วยเพื่อช่วยกัน ขอย้ำว่าโครงการต่างๆเป็นไปอย่างโปร่งใส” เป็นไปตามกระบวนการอนุมัติปกติ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ฝ่ายค้านกางจุดอ่อน พ.ร.ก.กู้เงิน จับตาโครงการเบี้ยหัวแตกซ้ำรอยยุค ‘บิ๊กตู่’