กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติด้านพืช ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกรวน ย้ำต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัย พร้อมยื่นแบบ กษ 01 และเข้าร่วมประชาคม หากพื้นที่เสียหายจริงและอยู่ในเขตประกาศช่วยเหลือฯ รับเงินเยียวยาสูงสุดไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญภาวะ “โลกรวน” ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก ทั้งฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมฉับพลัน พายุฤดูร้อน อากาศร้อนจัด รวมถึงการระบาดของศัตรูพืช ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร
ดังนั้น การรับมือภัยพิบัติด้านการเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ลดความเสี่ยง เฝ้าระวัง ฟื้นฟู และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืน
นางอัญชลีกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติในทุกมิติ ควบคู่กับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงสิทธิการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและตรงเป้าหมายเมื่อเกิดภัยพิบัติ
เมื่อเกิดภัยพิบัติและมีความเสียหายในพื้นที่การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรจะดูแลช่วยเหลือความเสียหายด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยภาครัฐจะช่วยเหลือเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว
สำหรับสิ่งที่เกษตรกรต้องดำเนินการมี 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
ขั้นตอนแรก ตรวจสอบว่าพืชที่ปลูกในพื้นที่การเกษตรของตนได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัยหรือไม่ เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาว่าเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือไม่
หากเกษตรกรเพาะปลูกโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือเพาะปลูกพืชในฤดูกาลใหม่แต่ไม่ได้ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ กรณีพืชที่ปลูกได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติ
ขั้นตอนที่ 2 ยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ หรือ กษ 01 โดยเกษตรกรสามารถขอรับเอกสารได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย หรือดาวน์โหลดออนไลน์ได้จาก https://disaster.doae.go.th
ทั้งนี้ แบบ กษ 01 ต้องให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. หรือนายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย แล้วแต่กรณี ก่อนส่งให้สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย
ขั้นตอนที่ 3 เข้าร่วมประชาคม และติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบในประกาศคัดค้าน ณ สถานที่ที่เจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่กำหนด หลังจากยื่นแบบแล้วประมาณ 60 วัน หากมีรายชื่อเป็นเกษตรกรผู้ได้รับความช่วยเหลือ จะได้รับเงินช่วยเหลือ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จะทยอยโอนเงินตามขั้นตอน และโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกรเท่านั้น เพื่อป้องกันการแทรกแซงของมิจฉาชีพ
สำหรับกรณีพื้นที่เกษตรเสียหายจริง และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ จะช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ แบ่งตามประเภทพืช ได้แก่ ข้าว 1,340 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก 1,980 บาทต่อไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ 4,048 บาทต่อไร่
ในส่วนการดำเนินงานของสำนักงานเกษตรอำเภอ จะรวบรวมแบบขอรับการช่วยเหลือ หรือ กษ 01 ของเกษตรกร เสนอให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ หรือ ก.ช.ภ.อ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือภายใน 40 วันนับแต่วันที่เกิดภัย
หากวงเงินไม่เพียงพอ สำนักงานเกษตรจังหวัดจะเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด หรือ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือภายใน 10 วันนับแต่วันที่ผ่านการพิจารณา และหากยังไม่เพียงพอ ให้ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจังหวัดเสนอกรมภายใน 10 วัน เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกรให้รวดเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ความคืบหน้าหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอัตราใหม่ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
ภัยพิ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เกษตรกรเช็กด่วน 3 ขั้นตอนต้องทำ ก่อนรับเงินช่วยภัยพิบัติด้านพืช
