กรมประมงประกาศมาตรการ “ฤดูน้ำแดง ปี 2569” คุ้มครองสัตว์น้ำจืดช่วงมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน เริ่ม 16 พฤษภาคมนี้ แบ่งพื้นที่บังคับใช้ 3 ระยะทั่วประเทศ พร้อมกำหนดเครื่องมือทำประมงที่อนุญาต หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 5,000-50,000 บาท หรือ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่แหล่งน้ำจืด หรือ “ฤดูน้ำแดง” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์น้ำจืดให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์
ทั้งนี้ กรมประมงได้ติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน
ล่าสุด เมื่อปี 2568 กรมประมงออกประกาศฉบับใหม่ เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำประมงให้เหมาะสมกับสภาพจริงของแต่ละพื้นที่ โดยมีผลบังคับใช้ 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568-30 พฤศจิกายน 2572
นางฐิติพรกล่าวว่า จากการประเมินผลมาตรการปี 2568 โดยรวบรวมตัวอย่างปลาเพศเมียที่มีการพัฒนาอวัยวะสืบพันธุ์ในระยะสมบูรณ์เพศ ครอบคลุมปลา 155 ชนิด ในพื้นที่ 60 แหล่งน้ำ 40 จังหวัด 18 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ พบว่า ปลาน้ำจืดมีช่วงสืบพันธุ์เด่นชัดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม และสูงสุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งพบปลาที่เข้าสู่ช่วงวางไข่สูงถึง 124 ชนิด
ผลการศึกษายังพบว่า ช่วงสืบพันธุ์หลักมีความเข้มสูงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกันยายน สะท้อนว่าการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำจืดไม่ได้จำกัดเฉพาะต้นฤดูฝน แต่ต่อเนื่องไปจนถึงปลายฤดูฝนด้วย
ประกอบกับข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังเอลนีโญ/ลานีญา เดือนเมษายน 2569 ที่คาดว่าเอนโซจะอยู่ในสภาวะปกติต่อเนื่องถึงช่วงเมษายน-มิถุนายน ก่อนมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม และคงต่อเนื่องถึงปลายปี 2569 รวมถึงอิทธิพลมรสุมช่วงต้นฤดูฝนที่อาจกระทบปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าของประเทศ กรมประมงจึงยังคงเน้นคุ้มครองสัตว์น้ำจืดในช่วงต้นถึงกลางฤดูฝนเป็นสำคัญ
สำหรับมาตรการ “ฤดูน้ำแดง” ปี 2569 กรมประมงยังคงกำหนดพื้นที่ ระยะเวลา และเครื่องมือที่อนุญาตตามมาตรการเดิม โดยแบ่งการบังคับใช้เป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่
ระยะที่ 1 วันที่ 16 พฤษภาคม-15 สิงหาคม ของทุกปี ครอบคลุม 33 จังหวัด และ 1 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์
ระยะที่ 2 วันที่ 1 มิถุนายน-31 สิงหาคม ของทุกปี ครอบคลุม 39 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ยกเว้นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ใช้ระยะเวลาตามระยะที่ 1
ระยะที่ 3 วันที่ 1 กันยายน-30 พฤศจิกายน ของทุกปี ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
ทั้งนี้ กรมประมงกำหนดห้ามทำการประมงในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินเอกชน ตามช่วงเวลาและพื้นที่ที่กำหนด
สำหรับเครื่องมือและวิธีทำประมงที่ยังอนุญาตให้ใช้ได้ ได้แก่ เบ็ดทุกชนิด ยกเว้นเบ็ดราว เบ็ดพวงที่ใช้วิธีกระชาก หรือเครื่องมืออื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน, ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ที่มีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดาตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป, สุ่ม ฉมวก ส้อม, ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน และแหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก หรือ 3 เมตร
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดออกประกาศมาตรการอนุรักษ์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่เข้มงวดกว่า ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของจังหวัดนั้น
ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนประกาศตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง
นางฐิติพรกล่าวว่า กรมประมงขอขอบคุณชาวประมงที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย และตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำช่วงฤดูน้ำแดง โดยงดใช้เครื่องมือที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากร เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำได้แพร่ขยายพันธุ์และเจริญเติบโตทดแทนตามธรรมชาติ
กรมประมงพร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ตามแนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability” เพื่อฟื้นฟูและคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงไทยต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ประกาศฤดูน้ำแดง 16 พ.ค. ห้ามจับสัตว์น้ำจืดช่วงวางไข่ ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 5 หมื่น
