“เอกนิติ” ย้ำประเทศไทยเข้าสู่วิกฤต “ของแพง” รัฐต้องเร่งเยียวยา ครม.ไฟเขียวไทยช่วยไทยพลัส อุ้มกลุ่มเปราะบาง-มนุษย์เงินเดือน – SMEs ย้ำบรรเทาความเดือดร้อน ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เผยตอนนี้เป็นวิกฤตทั่วโลก กังวลเงินเฟ้อพุ่งคาดแตะ 5% นายกฯ สั่งผ่าน ครม.ติดตามข้อเสนอภาคเอกชน แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ให้แต่ละหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. 2569 อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน
นายเอกนิติกล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนให้ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน เพราะวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พบวิกฤตหลายระลอก เริ่มจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตามมาด้วยวิกฤตระลอกที่ 2 คือวิกฤตต้นทุน เริ่มเห็นต้นทุนสูงขึ้น เราได้ออกมาตรการชะลอผลกระทบในการชะลอผลกระทบผ่านการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น เกษตรกร ขนส่ง รถบรรทุก เป็นมาตรการแก้วิกฤตต้นทุน เมื่อ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
วันนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตระลอกที่ 3 คือวิกฤตของแพง สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายนที่ขยับไป 2.9% มีโอกาสเงินเฟ้อสูงขึ้นอีก ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตได้ จะนำไปสู่วิกฤตระลอกต่อไป คือวิกฤตกำลังซื้อ คือค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ในกระเป๋าของคนลดลง และธุรกิจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น
“หากปล่อยให้วิกฤตเช่นนี้เกิดขึ้นต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือธุรกิจปิดตัว คนตกงาน เศรษฐกิจจะซึมยาว มีความจำเป็นต้องออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ดังนั้น โครงการนี้มีจุดประสงค์ช่วยประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อยเพื่อให้รองรับผลกระทบค่าครองชีพที่สูงขึ้น และช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อหดตัวไปมาก จนส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน” นายเอกนิติกล่าว
รองนายกฯกล่าวอีกว่า หลักคิดโครงการช่วยเหลือคน 3 กลุ่มคือ โครงการนี้ช่วยกลุ่มเปราะบาง จากสวัสดิการแห่งรัฐมีประมาณ 13.2 ล้านคน จากเดิมที่ได้รับอยู่ 300 บาท/เดือน จะเพิ่มให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท/เดือน ในส่วนนี้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 56,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง ปรับปรุงข้อมูลเพื่อทำฐานข้อมูลให้แม่นยำขึ้น ให้คนที่ไม่อยู่ใน 13.2 ล้านคนได้มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ได้มากขึ้น
สำหรับกลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีระยะเวลาการใช้สิทธิ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 สำหรับเงิน 1,000 บาท/เดือนจะสามารถใช้วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน วงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน สวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มเดิมจำนวน 200 บาท/เดือนให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายเอกนิติกล่าวว่า กลุ่มที่ 2 ช่วยคนกลาง มนุษย์เงินเดือนจำนวน 30 ล้านคน หลักคิดคือให้คนที่มีกำลังซื้อน้อย ประชาชนจ่าย 40% และรัฐช่วยจ่าย 60% โดยเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 25-29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ทั้งนี้ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 120,000 ล้านบาท
โดยคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน, มีบัตรประชาชน สัญชาติไทย, ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พ.ค. 69, ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และโครงการคนละครึ่ง พลัส
เงื่อนไขการใช้สิทธิ ช่วงเวลาการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. โดยชำระเงินผ่าน G-Wallet, ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง รถสามล้อ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น ยกเว้น ร้านนวด สปา ทำเล็บ ทำผม
รัฐบาลเติมเงินให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน สามารถใช้ได้ 200 บาท/วัน โดยต้องใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน หากในเดือนนั้นใช้ไม่หมด 1,000 บาท จะไม่มีการทบวงเงินไปเดือนถัดไป
นายเอกนิติกล่าวว่า กลุ่มที่ 3 ช่วยต่อลมหายใจร้านค้ารายเล็กรายน้อย เติมสภาพต่อลมหายใจ เพื่อให้ร้านค้าสามารถอยู่ได้ โครงการจึงชื่อไทยช่วยไทย พลัส เพื่อช่วยธุรกิจรายย่อยที่ลมหายใจกำลังหมดทั่วประเทศ เป็นการเติมสภาพคล่อง เติมลมหายใจ เติมสายป่านให้กับธุรกิจรายเล็ก
อีกหัวใจหนึ่งคำว่าพลัส นอกจากช่วยธุรกิจรายเล็กแล้ว เราจะมี AI มาช่วยสอนให้คุ้นเคยกับการใช้ดิจิทัลมากขึ้น สามารถบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น สามารถเช็กราคาสินค้า เช่น ราคาหมูในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ โดยจะมีการประสานข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ จะมีการเปรียบเทียบต้นทุน และให้เข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ
นายเอกนิติย้ำว่า ไม่ได้คาดหวังเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่โครงการนี้เป็นการบรรเทาค่าครองชีพ ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นผลทางอ้อม เพราะจากแบบจำลองวันนี้เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.9% อาจจะขึ้นไปถึง 5% กว่า ๆ ถ้าเราหยุดวิกฤตนี้ไม่ได้ จะทำให้ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน เพราะขณะนี้คนว่างงานอยู่ที่ 1% อาจจะสูงขึ้นไปถึง 2% เราไม่ต้องการให้เกิดสิ่งนั้น
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ๆ คือเป็นวิกฤตของโลก สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทุกคนกังวลเรื่องราคาพันธบัตรของสหรัฐอเมริกา ที่วันนี้มีการเทขาย เพราะคนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมาก และส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้นมาก สิ่งที่เราคาดการณ์เงินเฟ้อจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ จึงเป็นวิกฤตของโลก ไม่เฉพาะเมืองไทย” นายเอกนิติกล่าว
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไว้พิจารณา และให้รัฐบาลส่งคำชี้แจงภายใน 7 วันนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ครม.พิจารณาเรื่องนี้ พร้อมให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ รวมถึงกระทรวงการคลังตอบคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ครม.ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้ไปแล้ว หลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรัฐบาลก็ต้องดำเนินการไป
ด้านนายลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มเป้าหมายรัฐบาลตั้งไว้ 30 ล้านคน ซึ่งดูจากความต้องการจากโครงการครั้งที่ผ่านมา ที่เปิดรับลงทะเบียน 20 ล้านคน ครั้งนี้รัฐบาลจึงขยับขึ้นไปให้อีก 10 ล้านคน ซึ่งคิดว่าจะเพียงพอกับประชาชนที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างทั่วถึง
“สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40) ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-21.00 น. โดยจะตามมาใน 2 สัปดาห์ เพราะต้องเชื่อมต่อระบบกับบริษัท 4 เจ้าใหญ่
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกฯ มีข้อสั่งการในที่ประชุม ครม. สืบเนื่องจากงานรัฐบาลได้จัดงาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เป็นเวทีที่ให้ภาคเอกชน 10 อุตสาหกรรมได้นำข้อเสนอความคิดเห็น ว่าในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้เขาต้องการอะไร อยากให้รัฐบาลเดินหน้าด้านไหน และจะจับมือกับรัฐบาลอย่างไร นายกฯให้ความสำคัญมาก
จากข้อเสนอต่าง ๆ สั่งการ ครม.ว่า เมื่อได้รวบรวมข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานกำหนดกรอบติดตามว่าได้ดำเนินการตามข้อเสนอนั้นอย่างไร โดยจะมีการติดตามทุก ๆ 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน เป็นระยะ ผ่านกลไก ครม.เศรษฐกิจ รวมถึงการประชุม กรอ.
ด้านที่มีการเน้นย้ำคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการดูแล, ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับ AI และดิจิทัล มอบหมายกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานผลักดันตามข้อเสนอแนะ
ด้านการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ด้านสุขภาพ ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ คลาวด์เซอร์วิส เซมิคอนดักเตอร์ ให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหน่วยงานหลัก
ด้านที่สี่ ลดอุปสรรคในการขออนุญาต และการใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราต่าง ๆ ของไทย ตามที่ กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยทบทวนประเภทวีซ่าทั้งหมดที่ประเทศไทยให้กับประเทศอื่นที่จะมีความแตกต่างกันในช่วงระยะเวลาที่พำนักในประเทศ เช่น 60 วัน 15 วัน และวีซ่าที่ขอรับได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival)
ในจุดดีคือ เป็นการเอื้ออำนวยและดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งการใช้วีซ่าบางประเภทเป็นช่องทำให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาใช้โอกาสของฟรีวีซ่า นายกรัฐมนตรีจึงมีดำริให้ทบทวนและจัดทำให้เป็นระบบ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เคาะแจก 4 พันสู้ของแพง-เงินเฟ้อ นายกฯ สั่งเร่งทำการบ้านเอกชน