ดีลการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย เป็นที่จับตาของหลายภาคส่วน ด้วยมูลค่าอาจสูงถึง 1,300-1,700 ล้านบาท บนเงื่อนไขใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในกฎ Must Have (ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป) จึงไม่ได้บังคับให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องแบกรับความคาดหวังจากรัฐบาล และภาคเอกชนอีก
ทว่าเมื่อรัฐบาลอยากให้คนไทยได้ดูฟรีมีความสุข นำสู่คำถามสำคัญ นอกจากเรื่องความคุ้มค่าของราคาแพงลิ่ว ยังฟื้นปัญหาย้อนแย้งของกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎ Must Carry ของไทย ซึ่งปรากฏชัดในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา กับปัญหา “จอดำ”
เพราะแม้ไม่มีกฎ Must Have แต่การที่รัฐบาลเข้ามาจัดแจงลิขสิทธิ์นี้ อาจไปกดสวิตช์ Must Carry และลุกลามสู่วิกฤต “จอดำพลัส” ได้อีก
รายงานพิเศษนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนคลี่ปมยอกย้อนของฟุตบอลโลก ที่ไม่ได้จบแค่ “ได้ดู-ไม่ได้ดู”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณล่าสุดว่า รัฐบาลจะทำทุกทางเพื่อให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลก 2026 โดยย้ำว่า “รัฐบาลเป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวก ประสานงาน ไม่ใช่เงินแผ่นดิน”
ส่งนัยะถึงการถ่ายทอดสด เพราะหากรัฐใช้เงินหลวงจัดให้มีการถ่ายทอดสด “ฟรี” อย่าง “ทั่วถึงเท่าเทียม” โดยเจตนา แม้รายการฟุตบอลโลกจะไม่ได้อยู่ในลิสต์ประกาศรายการที่ต้องมี หรือ Must Have ของ กสทช.แล้ว
ขณะเดียวกัน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ โอดว่า ราคาลิขสิทธิ์ รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ภาษี ค่าถ่ายทอด และอื่น ๆ อาจสูงถึง 1,700 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่ารัฐบาล “หนักใจ”
ดังนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ แต่ไม่ได้มีการหารือใน ครม. ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าถ้าการจัดซื้อมีงบประมาณสูง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง โดยหลังจากนี้ต้องให้ทางกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่มีค่าก็ไม่จำเป็น
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้กรมประชาสัมพันธ์เป็นเจ้าภาพไปเจรจาออนไลน์กับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ ราคาที่เสนอจะเป็นไปตามอัตรามาตรฐานสากล ฝ่ายไทยเสนอราคาที่ไม่เกินราคาเดิม การเจรจาจึงสะดุดด้วยผู้ถือลิขสิทธิ์คาดหวังราคาไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท เกินกว่าที่ไทยรับได้
ราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในตลาดต่างประเทศอยู่ในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเปรียบเทียบกับบางประเทศที่มีจำนวนประชากรมากกว่าไทยหลายเท่า เช่น จีนเสนอซื้อที่ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,800 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขถ่ายทอดปี 2026 และปี 2030 ซึ่งล่าสุด FIFA ลดราคาให้จีนอีก 80%
ส่วนอินเดียขอซื้อที่ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,050 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วต่ำกว่าไทยหลายเท่าตัว
อีกสาเหตุหนึ่งที่ราคาลิขสิทธิ์สำหรับประเทศไทยสูงกว่า เนื่องจากไทยต้อง “ซื้อหมด” ทุกแพ็กเกจ เพื่อให้รองรับกับกฎเกณฑ์การถ่ายทอดฟรี และถ่ายทอดข้ามแพลตฟอร์ม
เพราะฟีฟ่าไม่ได้ขายลิขสิทธิ์แบบ “เหมา” แต่แบ่งแพ็กเกจสัญญา แยกย่อยชัดเจน เช่น สิทธิฟรีทีวี (Free-to-Air TV Rights) สำหรับการฉายผ่านระบบทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินเท่านั้น, สิทธิเพย์ทีวี (Pay-TV Rights) สำหรับช่องโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกระบบปิด, สิทธิ์อินเทอร์เน็ตและโมบาย สำหรับการสตรีมมิ่งผ่านแอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ หรือบนสมาร์ทโฟน และสิทธิ IPTV สำหรับกล่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตทีวี
ตรงจุดนี้จะเริ่มซับซ้อนขึ้นอีก เพราะภายใต้แพ็กเกจแต่ละตัวมีเงื่อนไขยิบย่อยเชิงเทคนิคและลิขสิทธิ์ที่ทำให้ไทยโดนตักเตือน และเสี่ยงโดนฟ้องร้องและ “ตัดสัญญาณ” อยู่บ่อยครั้ง ในการถ่ายทอดสดฟุตโลก 2022 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกรรมการ กสทช. ซึ่งประสานเสียงมาทันควันว่า ฟุตบอลโลกโดนถอดจากรายการ Must Have ที่บังคับให้ฉายผ่านฟรีทีวีแล้วตั้งแต่ปี 2567 จึงไม่เกี่ยวกับ กสทช.โดยตรง เหตุผลในการถอดคือ ฟุตบอลโลกมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่รัฐไม่ควรแทรกแซงกลไกตลาด ควรให้เอกชนได้แข่งขัน
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงใน กสทช.เห็นต่างว่า แม้รายการฟุตบอลโลกจะไม่ได้อยู่ในกฎ Must Have แต่ยังมี Must Carry อยู่ ถ้ารัฐประสานเอกชนช่วยกันประมูลลิขสิทธิ์มา ถ้าเป็นเอกชนที่ทำ IPTV หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งไม่อยู่ในระบบใบอนุญาต ก็ทำได้เลย เป็น Pay-Per-View ไป ไม่ต้องฉายทุกช่อง แต่ต้องไปทำช่องของตัวเองเพื่อถ่ายทอดฟุตบอลโดยเฉพาะ
“แต่ถ้าเกิดเขาจับมือกับช่องอื่นที่เป็นทีวีดิจิทัล ซึ่งอยู่ในกฎมัสต์แครี่ ต้องพ่วงสัญญาณไปฉายบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย นั่นจะทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องลิขสิทธิ์ เหมือนฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ที่กล่อง IPTV ของ AIS, NT และอื่น ๆ สัญญาณดับในช่วงฟุตบอลโลก เพราะลิขสิทธิ์ครอบคลุมกล่อง IPTV รายเดียว หากจะทำจริง ๆ อยู่ที่ว่า IPTV ทุกรายและโมบายจะทำลิขสิทธิ์ร่วมกันได้หรือไม่”
ถ้าเกิดรัฐบาลต้องการจะให้มีการฉายฟรีก็ต้องหาวิธีระดมงบฯ เพิ่มขึ้นอีก เพื่อซื้อสิทธิ์ Free to Air และจับสลากการถ่ายทอดสดเหมือนเดิม
ดังนั้น การที่รัฐบาลเน้นย้ำว่า “ไม่ใช้งบฯ หลวง” อาจมองได้ว่าเพื่อที่จะไม่ต้องเข้าไปอยู่ในเจตนาของการนำเงินหลวงไปซื้อสัญญาณเพื่อให้ถ่ายทอดอย่างทั่วถึงเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การจับสลากออกอากาศบนฟรีทีวี ที่จะกดสวิตช์ “มัสต์แครี่” กระทบชิ่งไปยัง IPTV ลามเป็นปัญหาลิขสิทธิ์ภายใน จนเกิดจอดำและฟ้องร้องกันไปมาเช่นเดิม
ปัญหาจอดำบนกล่อง IPTV ข้างต้น คือ ปมของกฎในประเทศที่ “ค้ำคอ” ช่องทีวี ทั้งกล่องดิจิทัลและกล่อง IPTV
แต่อีกปมปัญหาที่ต้องเคลียร์ชัดแต่แรก คือ ปัญหากับฟีฟ่า ด้วยกฎมัสต์แครี่มักทำให้ผู้ชมในประเทศส่วนมาก ซึ่งใช้ “กล่องจานดำ” หรือ C-Band เข้าถึงบริการแพร่ภาพทั่วถึงเท่าเทียมของฟรีทีวี ซึ่งตรงจุดนี้ขัดแย้งกับกฎการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของฟีฟ่า ที่เข้มงวดเรื่องการบล็อกสัญญาณไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ (Geoblocking) ด้วยสัญญาณ C-Band หรือกล่องดำใช้อย่างแพร่หลายในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงชายแดน และการควบคุมรัศมีการแพร่สัญญาณทำได้ยาก
แหล่งข่าวจากแวดวงโทรคมนาคม-ดาวเทียมสื่อสาร เปิดเผยว่า กสทช.มีแผนการย้ายผู้ชมจากระบบ C-Band ไป KU-Band ในแผนแม่บทโทรทัศน์ หรือ Roadmap ทีวีดิจิทัล ฉบับใหม่ แต่ยังคงไม่มีการพิจารณา ซึ่งหากผู้ชมอยู่ในระบบ KU-Band จะสามารถบล็อกสัญญาณข้ามพรมแดนได้แม่นยำ ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้ทำ
ดังนั้น หากซื้อลิขสิทธิแบบดูได้ทุกแพลตฟอร์ม สัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือดาวเทียมย่อมสามารถรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยเสี่ยงถูกฟีฟ่าฟ้องร้องหรือยึดสิทธิคืน
ในฟุตบอลโลก 2022 ที่ผ่านมามีรายงานว่าฟีฟ่าทักท้วง “อย่างรุนแรง” เรื่องไทยทำสัญญาณล้ำแดนหลายครั้ง ซึ่งสำนักงาน กสทช. และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้เพิ่มกลไกการเข้ารหัสสัญญาณให้เข้มข้นขึ้น กล่องดาวเทียม C-Band ของหลายบ้านเกิดภาวะ “จอดำทันที” ในคืนวันที่ 1 ธันวาคม 2565 เพื่อยอมตัดใจไม่ให้คนดูผ่านจานดำ ดีกว่าเสี่ยงโดนฟีฟ่าระงับสัญญาณระบบโทรทัศน์ทั้งหมดของไทย
ความยอกย้อนกฎมัสต์แครี่ และกฎคุ้มครองลิขสิทธิ์ของฟีฟ่า ปรากฏชัดยิ่งในกรณีของ IPTV ค่าลิขสิทธิ์รวม 1,300 ล้านบาท รวมสิทธิฟรีทีวี ดาวเทียม IPTV และแพลตฟอร์ม OTT โดยใช้เงินจากกองทุน กทปส.ของ กสทช. 600 ล้านบาท กกท.และภาคเอกชนอีก 700 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น สนับสนุน 300 ล้านบาท ซึ่งมีการทำข้อตกลงซ้อนให้ทรูได้สิทธิ Exclusive ซึ่งในครานั้นทาง กกท.ยืนยันว่าแพลตฟอร์ม OTT – IPTV ไม่ได้อยู่ตามกฎมัสต์แครี่
ฟีฟ่ามีการบันทึกข้อมูลและส่งข้อกำหนดเตือนผู้ซื้อสิทธิในไทย (กกท.) เรื่องการจัดสรรสิทธิแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต (OTT/Internet Rights) เนื่องจากโมเดลที่ไทยนำมาจัดสรรให้กลุ่มทรูเป็นผู้ถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ไปขัดแย้งกับระบบ Must Carry ด้านกฎหมายในประเทศ ซึ่งฟีฟ่ายืนยันว่า ตามหลักสากลแล้วสิทธิฟรีทีวีภาคพื้นดิน (Free-to-Air) ไม่สามารถอนุญาตให้แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตหรือแอปพลิเคชั่นมือถืออื่น ๆ มาดึงสัญญาณไปใช้ฟรีได้ หากไม่ได้ซื้อแพ็กเกจพ่วง
เหตุการณ์ที่ตามมาคือ มีการฟ้องศาลคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับลิขสิทธิ นำมาสู่ตัดสัญญาณการแพร่ภาพผ่านกล่อง IPTV รายอื่น ๆ ที่ไม่ได้สิทธิเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้หลายบ้านจอดำ แล้วเกิดคำถามว่า “ในเมื่อรัฐโดย กสทช.จ่ายเงินสนับสนุนไปแล้ว ทำไมประชาชนถึงไม่ได้ดูอย่างทั่วถึง”
นำไปสู่การฟ้องร้องอุตลุดระหว่างเอกชน กสทช.-กกท. และเอกชนกับ กสทช. รวมถึงกรรมการและเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน กสทช. หยั่งรากเป็นรอยร้าวถาวรหลอกหลอนองค์กร
เป็นที่มาของค่าลิขสิทธิ์สำหรับประเทศไทยที่สูงกว่าใคร ไม่เช่นนั้นหากซื้อมาแล้วไม่เคลียร์จะกลายเป็นปัญหา “จอดำพลัส” ซ้ำรอยเดิม
ภาพนี้จึงเป็นความขัดแย้งจาก “มัสต์แครี่” ไม่ใช่แค่ “มัสต์แฮฟ” ดังนั้นแม้ฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่ในรายการ “มัสต์แฮฟ” แต่หากเมื่อไหร่มีการใช้ “เงินหลวง” ซื้อโดยเจตนาเพื่อความทั่วถึงเท่าเทียมในทางอ้อมแล้ว จึงเป็นการชิ่งไปกดปุ่มความขัดแย้งของการเกี่ยวสัญญาณ (Carry) ไปถ่ายทอดข้ามแพลตฟอร์ม
และมองไปข้างหน้า “ประกาศมัสต์แครี่” ของ กสทช.กำลังเข้าสู่การพิจารณาแก้ไข ตามวาระพิจารณาแผนแม่บทโทรทัศน์ Roadmap ทีวีดิจิทัลด้วย
ในอีก 4 ปีข้างหน้าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลก็จะหมดลงแล้ว และสำหรับคอบอลเองรายการฟุตบอลโลก 2030 ก็จะเวียนกลับมาอีก จึงต้องมาลุ้นว่า “กฎในประเทศ” กับกฎลิขสิทธิ์ของฟีฟ่าอะไรจะแก้ก่อน
ส่วนช่องทางการดู ในกรณีที่ประเทศไทยไม่ได้สิทธิ ต้องลุ้นว่าฟีฟ่าจะเปิดบริการจ่ายเงินบนแพลตฟอร์ม FIFA+ เป็นพิเศษสำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้สิทธิ์อย่างเป็นทางการ เพื่อให้แฟนบอลในพื้นที่เหล่านั้นได้รับชมฟุตบอลโลกหรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับ: ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ฉลุย Must Carry ค้ำคอ เสี่ยง ‘จอดำพลัส’