NVIDIA ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2027: ทำสถิติกวาดรายได้รวม 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.66 ล้านล้านบาท) พุ่งทะยาน 85% รับอานิสงส์ยอดขาย Data Center โตกระฉูด 92% พร้อมเอาใจผู้ถือหุ้นด้วยการอัดงบซื้อหุ้นคืนก้อนใหม่ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ สาดปันผลเพิ่มขึ้น 25 เท่า จากเดิมแค่หุ้นละ 0.01 ดอลลาร์ เป็น 0.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือประมาณ 8.14 บาทต่อหุ้น
บริษัท NVIDIA (NASDAQ: NVDA) ยักษ์ใหญ่ GPU โลก โชว์ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2027 (สิ้นสุด ณ วันที่ 26 เมษายน 2026) ออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2026 เวลา 14:03 น. เวลาฝั่งแปซิฟิก
สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ กวาดรายได้รวมสูงถึง 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.53 ล้านล้านบาท) เติบโตขึ้น 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และทะยานขึ้นอย่างเหนือชั้นถึง 85% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ในแง่ของความสามารถในการทำกำไร NVIDIA ทำอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ตามมาตรฐาน GAAP ได้สูงถึง 74.9% และตามมาตรฐาน Non-GAAP ที่ 75.0% ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับลด (Diluted Earnings per Share) พุ่งมาอยู่ที่ 2.39 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 77.77 บาท) ตามมาตรฐาน GAAP และอยู่ที่ 1.87 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 60.85 บาท) ตามมาตรฐาน Non-GAAP
(1 ดอลลาร์สหรัฐ = 32.54 บาท ข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2026)
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA ฉายภาพความสำเร็จครั้งนี้ว่า
“การลุยสร้าง ‘โรงงาน AI’ ถือเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อัตราเร่งสปีดของนวัตกรรมตอนนี้น่าทึ่งมาก
‘Agentic AI’ (เอไอที่คิดและทำงานแทนเราได้เอง) มันมาถึงแล้ว พวกมันทำงานได้จริง สร้างมูลค่าได้จริง และขยายตัวอย่างรวดเร็วไปในทุกบริษัทและทุกอุตสาหกรรม
ซึ่ง NVIDIA อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในฐานะ ‘ศูนย์กลาง’ ของการปฏิวัตินี้ เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มเดียวในโลกที่รันได้บนทุกระบบคลาวด์ ขับเคลื่อนเอไอได้ทุกโมเดล (ทั้งแบบท็อปสุดและแบบเปิด) และขยายตัวไปได้ทุกมิติที่มีการผลิตเอไอ ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ยักษ์ ไปจนถึงอุปกรณ์พกพาปลายทาง”
นอกจากจะทำรายได้ถล่มทลายแล้ว ในไตรมาสแรกนี้ NVIDIA ยังเอาใจผู้ถือหุ้น ด้วยการควักเงินจ่ายคืนกลับไปสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.51 แสนล้านบาท) มีทั้งการไล่ซื้อหุ้นคืนจากตลาดและการแจกเงินปันผล
ซึ่งจริงๆ แล้วบริษัทยังมีงบเหลือสำหรับซื้อหุ้นคืนจากก้อนเก่าอีกถึง 3.85 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.25 ล้านล้านบาท)
แต่ที่ทำให้นักลงทุนตื่นเต้น คือ บอร์ดบริหารเพิ่งอนุมัติเพิ่มงบสำหรับช้อปหุ้นคืนก้อนใหม่ให้อีกถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.48 ล้านล้านบาท) แบบใช้ได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุ
ข่าวดีสองเด้ง สาดเงินปันผลรายไตรมาสเพิ่มขึ้นถึง 25 เท่า จากเดิมแค่หุ้นละ 0.01 ดอลลาร์สหรัฐ พุ่งกระฉูดเป็น 0.25 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.14 บาท) ต่อหุ้น โดยนักลงทุนที่มีชื่อในสมุดทะเบียนภายในวันที่ 4 มิถุนายน 2026 จะได้รับปันผลดีเดย์พร้อมกันในวันที่ 26 มิถุนายน 2026
เพื่อให้นักลงทุนมองเห็นภาพชัดๆ ว่าตอนนี้เงินไหลมาจากไหน และอนาคตจะเติบโตจากอะไร NVIDIA ตัดสินใจรื้อโครงสร้างการรายงานรายได้ใหม่
โดยแบ่งเค้กธุรกิจออกเป็น 2 ขาหลัก คือ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) และ Edge Computing (ระบบประมวลผลปลายทาง)
ขาที่ 1: Data Center ถูกซอยย่อยออกเป็น 2 ตลาด คือ
Hyperscale: ก้อนนี้เน้นเก็บรายได้จากผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะ และบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีผู้ใช้งานมหาศาล
ACIE (AI Clouds, Industrial and Enterprise): ก้อนนี้โฟกัสไปที่กลุ่มคลาวด์เฉพาะทางสำหรับ AI, กลุ่มอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์หรือโรงงาน AI ขึ้นมาโดยเฉพาะในแต่ละประเทศ
ขาที่ 2: Edge Computing เน้นขายชิปประมวลผลให้กับเทคโนโลยี Agentic AI และ Physical AI
ซึ่งจะฝังอยู่ในอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่คอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นเกมคอนโซล, คอมพิวเตอร์กราฟิกขั้นสูง, เสาสัญญาณอัจฉริยะ AI-RAN, หุ่นยนต์ ไปจนถึงระบบยานยนต์อัจฉริยะ
ทั้งนี้ หากลองหันไปมองรายได้ภายใต้ โครงสร้างแบบเดิม เพื่อเปรียบเทียบ จะเห็นว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตจนทุบสถิติใหม่:
รายได้ฝั่งประมวลผล (Data Center compute): ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.04 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.97 ล้านล้านบาท) พุ่งทะยานจากปีก่อนถึง 77% และโตจากไตรมาสก่อน 18%
รายได้ฝั่งระบบเครือข่าย (Data Center networking): ทุบสถิติใหม่เช่นกันที่ : 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.82 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 199% และโตขึ้น 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ขานรับกระแสการเชื่อมต่อระบบ AI ที่ต้องการความเร็วสูง
NVIDIA ประเมินแนวโน้มทางการเงินสำหรับไตรมาสถัดไปดังนี้:
รายได้รวม: คาดว่าจะอยู่ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.96 ล้านล้านบาท (บวกหรือลบ 2%) โดยในการประเมินนี้ทางบริษัทไม่ได้นำรายได้ส่วนประมวลผลของ Data Center จากประเทศจีนมารวมในคาดการณ์
อัตรากำไรขั้นต้น: คาดว่าตามมาตรฐาน GAAP จะอยู่ที่ 74.9% และ Non-GAAP อยู่ที่ 75.0% (บวกหรือลบ 50 basis points)
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: คาดว่าตามมาตรฐาน GAAP จะอยู่ที่ประมาณ 8.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.77 แสนล้านบาท) และ Non-GAAP อยู่ที่ประมาณ 8.3 พันล้านดอลลาร์ (2.70 แสนล้านบาท)
อัตราภาษีทั้งปีงบประมาณ 2027: คาดว่าทั้งตามมาตรฐาน GAAP และ Non-GAAP จะอยู่ระหว่าง 16.0% ถึง 18.0% (ไม่รวมรายการพิเศษแยกย่อยและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสภาวะภาษีของบริษัท)
เพื่อให้เห็นภาพว่า NVIDIA เอาชนะตลาดได้อย่างไร มาดูสรุปผลงานและสินค้าปล่อยใหม่แกะกล่องที่แบ่งออกเป็น 2 ขาธุรกิจหลักดังนี้
ธุรกิจขาแรก ทำรายได้ในไตรมาสแรกทุบสถิติใหม่ที่ 7.52 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) เติบโตจากไตรมาสก่อน 21% และพุ่งแรงจากปีก่อนถึง 92% มีดังนี้:
เปิดตัวแพลตฟอร์มรุ่นใหม่: ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มสุดล้ำในชื่อ NVIDIA Vera Rubin ไฮไลต์อยู่ที่ชิปประมวลผล NVIDIA Vera CPU ซึ่งเป็นชิปตัวแรกของโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อสั่งการเอเจนต์ AI (Agentic AI) โดยเฉพาะ ซึ่งควงคู่มากับ NVIDIA BlueField-4 STX ระบบจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงที่จะมาเป็นรากฐานให้กับโรงงานผลิต AI
ซอฟต์แวร์ช่วยเร่งความเร็ว: เริ่มเดินสายการผลิตซอฟต์แวร์แบบเปิด NVIDIA Dynamo 1.0 ตัวช่วยเด่นที่จะทำให้ชิปรุ่นดังอย่าง NVIDIA Blackwell GPU สามารถคิดและประมวลผลพวก Generative AI และเอเจนต์อัตโนมัติได้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 7 เท่า ซึ่งตอนนี้กลายเป็นซอฟต์แวร์ที่คนยอมรับกันทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว
เครื่องมือทุ่นแรงของนักพัฒนา: เปิดตัวชุดเครื่องมือช่วยสร้างเอเจนต์ AI ถึง 3 ตัว ได้แก่ NVIDIA NemoClaw (สำหรับทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มเอเจนต์ OpenClaw), NVIDIA OpenShell (ระบบคุมความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้เอเจนต์ทำงานได้เองอย่างปลอดภัย) และ NVIDIA Agent Toolkit (ชุดเครื่องมือแบบเปิดให้บริษัทต่างๆ นำไปสร้างเอเจนต์ AI ใช้เองในองค์กร)
โมเดลสมองกลและการจับมือบนคลาวด์: ปล่อยโมเดล AI แบบเปิดตัวใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เช่น NVIDIA Nemotron, NVIDIA BioNeMo และ NVIDIA Ising พร้อมตั้งกลุ่มพันธมิตรในชื่อ NVIDIA Nemotron Coalition นอกจากนี้ยังจับมือกับ Google Cloud เปิดตัวระบบคลาวด์ A5X ที่ใช้ชิปใหม่อย่าง Vera Rubin และเปิดให้ทดลองใช้โมเดล Google Gemini บนระบบคลาวด์ของ Google ที่รันด้วยชิป Blackwell และ Blackwell Ultra ของ NVIDIA อีกด้วย
จับมือพันธมิตรชิปและเทคโนโลยีแสง: ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัท Marvell เพื่อรวมพลังผ่านเทคโนโลยี NVIDIA NVLink Fusion และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Silicon Photonics) พร้อมเซ็นสัญญาระยะยาวหลายปีกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบออปติก (การใช้แสงส่งข้อมูล) ทั้ง Coherent, Corning และ Lumentum เพื่อเร่งนวัตกรรมความเร็วสูง
ฮาร์ดแวร์ใหม่สายเซิร์ฟเวอร์: ประกาศเปิดตัวการ์ดจอรุ่นล่าสุด NVIDIA RTX PRO 4500 Blackwell Server Edition GPU สำหรับติดตั้งในเครื่องเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ
ธุรกิจขาสอง ทำรายได้ในไตรมาสแรกไปได้ 6.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.08 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 10% และเติบโตจากปีก่อน 29% โดยมีผลงานเด่นดังนี้:
เทคโนโลยีกราฟิกสมจริง: ปล่อยอัปเดตระบบช่วยเพิ่มเฟรมเรตภาพ NVIDIA DLSS 4.5 และแอบเผยโฉมเจเนอเรชันถัดไปอย่าง DLSS 5 ซึ่งเป็นโมเดลจำลองภาพ 3 มิติด้วยระบบนิวรอนเน็ตเวิร์ก ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดของวงการกราฟิกนับตั้งแต่มีการเปิดตัวระบบสมจริงอย่าง Ray Tracing ในปี 2018
อัปสปีดเอไอขนาดย่อมบนอุปกรณ์พกพา: เข้าไปช่วยปรับแต่งและเพิ่มความเร็วให้โมเดล AI ขนาดเล็กที่รันในเครื่องโดยไม่ต้องต่อเน็ต (Local Agentic Models) เช่น โมเดลอย่าง Gemma 4, Qwen, Mistral รวมถึงโมเดลของตัวเองอย่าง NVIDIA Nemotron ให้ทำงานบนการ์ดจอคอมพิวเตอร์พกพาซีรีส์ NVIDIA RTX และอุปกรณ์ปลายทางได้แรงขึ้น
ยานยนต์ไร้คนขับอัจฉริยะ: เปิดตัวโมเดล AI แบบเปิด NVIDIA Alpamayo 1.5 และเทคโนโลยีระบบจำลอง NVIDIA Omniverse NuRec เพื่อช่วยพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติในสเกลใหญ่ พร้อมขยายความร่วมมือกับกลุ่ม Hyundai และ Kia เพื่อสร้างระบบขับขี่อัตโนมัติยุคใหม่บนแพลตฟอร์ม NVIDIA DRIVE Hyperion และจับมือกับ Uber ปล่อยขบวนรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมของ NVIDIA ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์รถยนต์ดังอย่าง BYD, Geely, Isuzu และ Nissan ต่างเลือกใช้แพลตฟอร์ม Hyperion ไปสร้างรถยนต์ไร้คนขับระดับที่ 4 (Level 4-ready) โดยมี NVIDIA Halos OS เป็นระบบปฏิบัติการหลักที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยทั้งหมด
หุ่นยนต์และเอไอในโลกจริง (Physical AI): ประกาศเปิดตัวโมเดลใหม่ในชื่อ NVIDIA Cosmos และ NVIDIA Isaac GR00T N ควบคู่ไปกับระบบจำลองพฤติกรรมหุ่นยนต์ของ Isaac เวอร์ชันใหม่ พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์ม NVIDIA IGX Thor ให้ผู้พัฒนาทั่วไปนำไปใช้ ซึ่งตอนนี้บรรดาบริษัทผู้นำด้านหุ่นยนต์ระดับโลกต่างเริ่มนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้งานในโลกจริงแล้ว
อุตสาหกรรมหนักและเครือข่ายมือถือ: ร่วมมือกับบริษัทซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่เพื่อใช้พลัง AI ช่วยออกแบบ คํานวณวิศวกรรม และวางระบบโรงงานผลิตผ่านเครื่องมืออย่าง NVIDIA CUDA-X และ NVIDIA Omniverse นอกจากนี้ยังจับมือกับค่ายมือถืออย่าง T-Mobile และ Nokia นำเอไอไปใส่ในเสาสัญญาณอัจฉริยะ (AI-RAN) พร้อมประกาศร่วมมือกับผู้นำโทรคมนาคมทั่วโลกเพื่อพัฒนาเครือข่าย 6G บนแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่เริ่มต้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: NVIDIA ทุบสถิติรายได้ Q1 พุ่ง 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 85% อัดปันผลเพิ่ม 25 เท่า
