การขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee) รอบใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกันของ 3 แพลตฟอร์มใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) และติ๊กต็อก ช็อป (TikTok Shop) กลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่ผู้ขายออนไลน์ และทำให้เกิดการแสดงความเห็นในหลายแง่มุม
ตั้งแต่ความถี่ในการปรับค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นแทบทุกไตรมาส บ้างก็สะท้อนสภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” แม้ต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ เพราะกำลังซื้ออ่อนแออาจทำให้ขายสินค้ายากกว่าเดิม
อีกหลายเสียงยังพร้อมใจกันตั้งคำถามเกี่ยวกับกลไกการกำกับดูแลของภาครัฐ และเรียกร้องให้มีการออกแบบกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
เริ่มจาก “ช้อปปี้” ได้ประกาศว่าจะมีการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมการขาย (Sale Transaction Fee) สำหรับ Mall Sellers และ Non-Mall Sellers ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป โดย Mall Sellers ต้องจ่ายสูงสุด 17.12% และ Non-Mall Sellers สูงสุด 13.19% (รวม VAT แล้ว)
ก่อนหน้านี้ “ช้อปปี้” มีการประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา
ขณะที่ “ลาซาด้า” ได้ปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลซ (Marketplace Service Fee) และค่าธรรมเนียมโปรแกรมลาซาด้า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 โดยร้านค้าทั่วไปเก็บสูงสุดที่ 13% และ LazMall 14.5% (ไม่รวม VAT)
ส่วน “ติ๊กต๊อก ช็อป” มีการปรับปรุงค่าธรรมเนียมใน 2 ส่วน คือค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า (Commerce Growth Fee) ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยค่าคอมมิชชั่นสูงสุดของร้านค้าทั่วไป และร้านค้า Mall อยู่ที่ 9.63% และ 11.77% ตามลำดับ (รวม VAT แล้ว)
ฟาก “สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย” (Thai Digital Platform Trade Association : TDPA) ที่เกิดจากการรวมตัวของ 4 แพลตฟอร์มใหญ่ ประกอบด้วย ช้อปปี้, ลาซาด้า, แกร็บ (Grab) และไลน์แมน (LINE MAN) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กเพจชี้แจงเหตุผลในการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โดยระบุว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมทำเพื่อรักษาความปลอดภัย และพัฒนาระบบ ไม่ใช่การขูดรีด “ผู้ค้า” เมื่อตลาดออนไลน์ของไทยพัฒนาขึ้น แพลตฟอร์มเติบโตจากการเป็นเพียงแอปพลิเคชั่น “ตัวกลาง” สู่การเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” ในเศรษฐกิจการจับจ่ายใช้สอยของประเทศ
เมื่อระบบใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อน ต้นทุนในการดูแลรักษาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย การเก็บค่าธรรมเนียมจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถให้บริการต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ท่ามกลางความท้าทายของค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มนำรายได้เหล่านี้ไปลงทุนในเทคโนโลยี และยกระดับความปลอดภัย อาทิ ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการพัฒนาระบบ AI เพื่อปกป้องผู้ใช้งานหลักสิบล้านคนจากภัยคุกคามและมิจฉาชีพที่มีกลโกงซับซ้อนขึ้นทุกวัน
ทั้งย้ำว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ขายมีเวลาปรับตัวและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
ด้าน “กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย (Thai e-Commerce Association : THECA) เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมสูงต่อเนื่อง/ไร้เพดาน เป็นข้อร้องเรียนอันดับ 1 ของผู้ประกอบการไทยกว่า 500 ราย โดยเฉพาะในไตรมาส 1-2/2569 แบ่งได้เป็น 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปรับขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉลี่ยใน 18 เดือน มีการประกาศเพิ่มค่าธรรมเนียม 1-4 ครั้ง 2.อัตราสูง ค่าธรรมเนียมรวม (คอมมิชชั่น + การทำธุรกรรม + ค่าทำแคมเปญ + VAT) สูงถึง 22-40%
และ 3.มีการคิดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ทำให้ร้านค้าต้องแบกรับภาระภาษี จากตัวเลขที่ไม่ได้เป็นกําไรจริง เช่น ตั้งราคาขายไว้ที่ 289 บาท เป็นต้นทุนสินค้า 195 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 67 บาท VAT 20 บาท พอหักส่วนต่างทั้งหมดเหลือกำไรสุทธิอยู่ 7 บาท บางกรณียังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ด้วย เช่น ค่าแพ็ก เป็นต้น
“ทุกวันนี้ผู้ประกอบการหลายรายขายบนแพลตฟอร์มได้กำไรบางมาก หักต้นทุนสินค้า และค่าธรรมเนียมที่ขึ้นแบบถี่ ๆ แล้วเหลืออยู่ประมาณ 2% แค่คิดว่าจะขายเพื่อให้อยู่รอดยังยากเลย SMEs ไทยจำนวนมากกำลังหายไปจากระบบอย่างเงียบ ๆ”
ขณะเดียวกันยังมีข้อร้องเรียนอื่น ๆ จากผู้ประกอบการ เช่น การรุกรานจากร้านค้าต่างประเทศ นโยบายคืนเงิน/คืนสินค้าไม่เป็นธรรม การบังคับระบบขนส่งและผูกขาดให้ใช้ของแพลตฟอร์มเป็นหลัก โดยไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการที่ชำนาญพื้นที่ได้ รวมถึงการปิดกั้นการมองเห็น/บีบยิงโฆษณา หากร้านค้าไม่ซื้อโฆษณา (Ads) หรือไม่เข้าร่วมแคมเปญที่หักค่าธรรมเนียมเยอะ ๆ ระบบจะลดการมองเห็น (Shadow Ban)
ที่สำคัญยังมีการแทรกแซงราคา โดยใช้โค้ดส่วนลดจนราคาสินค้าเสียโครงสร้าง ลูกค้าเคยชินกับราคาที่ต่ำกว่าทุนจริง และไม่ค่อยอยากซื้อสินค้าในราคาปกติ ทําให้ช่องทางการขายอื่น ๆ อยู่รอดไม่ได้ เช่น หน้าร้านออฟไลน์ เป็นต้น
“กุลธิรัตน์” กล่าวต่อว่า สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยพยายามผลักดันให้ภาครัฐเข้ามาศึกษา และดูแลโครงสร้างค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสมดุลในยุคที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐสภา 3 ประเด็น เพื่อผลักดันมาตรการคุ้มครอง และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นธรรม
ประกอบด้วย 1.การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม (Platform Regulation) เสนอให้มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเข้มข้น โดยศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกันต้องการให้หน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมการค้าภายใน มีบทบาทเชิงรุกในการออกมาตรการกำกับดูแลมากขึ้น พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณา (ผู้แทนรัฐ + นักวิชาการ + สมาคม) ให้เสร็จสิ้นใน 3 เดือน
2.การยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เร่งผลักดันมาตรการ แนวทาง และกลไกที่ปฏิบัติได้จริงภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ทั้งในและต่างประเทศ
และ 3.การส่งเสริมสินค้าและผู้ค้าไทย ผลักดันแนวคิด “Made in Thailand” และ “ช็อปสินค้าไทย ช่วยเศรษฐกิจไทย” บนทุกแพลตฟอร์มในปี 2569 พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่สมดุลระหว่างผู้ค้าไทยและผู้ค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษี (VAT) และการปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเท่าเทียม
ด้าน “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังรับข้อเสนอจากสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยแล้วจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การติดตามผ่านคณะกรรมาธิการ ประสานไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “กขค.” เพื่อผลักดันการบังคับใช้แนวปฏิบัติฯ สำหรับแพลตฟอร์ม หรือ “ไกด์ไลน์ e-Commerce” ที่มีการประกาศออกมาเมื่อเดือน มี.ค. 2569 อย่างจริงจัง
ประกาศฉบับดังกล่าวจะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อันมีลักษณะผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน รวมไปถึงการตกลงร่วมกันหรือทำนิติกรรมอื่นภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560
ซึ่งจะพิจารณาใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.พฤติกรรมด้านราคา และ 2.พฤติกรรมทางการค้าอื่น เช่น มีพฤติกรรมต้องห้ามในการกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย โดยใช้ระบบอัลกอริทึ่มปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็น และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตน (Self-preferencing) หรือของผู้ขายรายอื่นที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
“ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมักโยนกันไปมา ไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าภาพจัดการชัดเจน ในฐานะ สส.ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดผมจะผลักดัน และสื่อสารไปยังรัฐบาลทุกช่องทางจนเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ปล่อยปัญหาทิ้งไว้อย่างที่ผ่าน ๆ มา”
อ่านข่าวต้นฉบับ: จี้รัฐกำกับดูแล ‘แพลตฟอร์ม’ SMEs แบกหนัก ต้นทุน ‘ค่าฟี-โค้ดส่วนลด’
