พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ขอผลักดันมาตรการฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งเร่งด่วน หลังผลผลิตทรุดเหลือเฉลี่ย 270,000-280,000 ตัน จากจุดสูงสุดกว่า 640,000 ตัน เสนอเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 11 มาตรการ 38 กิจกรรม วงเงิน 5,537 ล้านบาท แก้ปัญหาโรคกุ้ง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตสู่เป้า 400,000 ตัน ฟื้นขีดแข่งขันตลาดโลก
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. สมาคมกุ้งไทย ร่วมกับพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้ยื่นหนังสือถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างเร่งด่วน
การยื่นหนังสือครั้งนี้มีนายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และนายชูพงษ์ ลือสุขประเสริฐ เลขาธิการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เข้าร่วม โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นผู้รับเรื่อง ภายในงานสัมมนาเชิงวิชาการ ครั้งที่ 12 จัดโดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายเอกพจน์กล่าวว่า สมาคมกุ้งไทยเสนอให้เร่งดำเนินการตามร่างแผนปฏิบัติการฯ 11 ด้าน ที่กรมประมงเคยนำเสนอ เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยฟื้นตัว เพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพสำหรับเป็นวัตถุดิบเข้าโรงงานให้ได้ 400,000 ตันตามเป้าหมาย และลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้ไทยกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ กุ้งไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงศักยภาพของห้องเย็นและโรงงานแปรรูปส่งออก ที่สามารถผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อ และเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กุ้งไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
นายเอกพจน์ระบุว่า ในอดีตอุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเกษตรสำคัญของประเทศ และเคยเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกทั้งด้านการผลิตและส่งออกกุ้ง โดยช่วงสูงสุด ไทยมีผลผลิตมากกว่า 640,000 ตันในปี 2553 และมีมูลค่าส่งออกสูงกว่า 110,000 ล้านบาทในปี 2554 สร้างการจ้างงานและรายได้ให้เกษตรกร ผู้ส่งออก และผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกว่า 2 ล้านคน อีกทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 90%
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดวิกฤตโรคตายด่วนตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้ผลผลิตลดลงเหลือเฉลี่ย 270,000-280,000 ตันต่อปี มูลค่าส่งออกเหลือประมาณ 40,000 ล้านบาท และสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการส่งออกกุ้งตลอด 13 ปี รวมกว่า 500,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เอกวาดอร์ และอินเดีย เพิ่มกำลังการผลิตและขยายส่วนแบ่งตลาดนำเข้าได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์ผลผลิตกุ้งปี 2568 มีผลผลิตกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำรวม 280,000 ตัน แบ่งเป็นกุ้งขาวประมาณ 260,000 ตัน และกุ้งกุลาดำ 20,000 ตัน โดยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปและส่งออก ส่วนกุ้งอื่น ๆ ได้แก่ กุ้งก้ามกรามประมาณ 40,000 ตัน และกุ้งขาวที่เลี้ยงร่วมกับปลาน้ำจืด โดยมีวัตถุดิบเข้าโรงงานประมาณ 160,000 ตัน และบริโภคภายในประเทศประมาณ 120,000 ตัน
นายเอกพจน์กล่าวว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขณะนี้คือโรคกุ้ง ได้แก่ โรคตัวแดงดวงขาว โรคตายด่วน โรคขี้ขาว และโรคหัวเหลือง ทำให้การเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่ง และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน ผลผลิตกุ้งที่ลดลงยังส่งผลต่อผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูป ทำให้ไม่สามารถผลิตและรับคำสั่งซื้อได้เต็มศักยภาพ อีกทั้งโรงงานต้องการซื้อวัตถุดิบเฉพาะขนาด แต่เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงในการเลี้ยงให้ได้ขนาด ขณะที่ราคากุ้งในประเทศลดลง และการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบสถานการณ์สงคราม ช่วงโลว์ซีซั่น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
“การยื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้ง และเข้าใจปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่เผชิญวิกฤตต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์โลกยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น” นายเอกพจน์กล่าว
นายเอกพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ซึ่งรวมตัวกัน 19 องค์กร ได้ยื่นหนังสือขอให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ หรือ Shrimp Board ซึ่งได้สั่งการให้กรมประมงจัดทำร่างแผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2569-2573
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้า จึงนำมาสู่การยื่นหนังสือต่อวุฒิสภาอีกครั้ง และหลังจากนี้จะทำหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยต่อไป
สำหรับร่างแผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย 11 มาตรการ 38 กิจกรรม วงเงินงบประมาณประมาณ 5,537 ล้านบาท โดยภาคเอกชนมองว่าเป็นแผนที่สามารถแก้ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยได้อย่างครอบคลุม ทั้งด้านโรคกุ้ง ต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
อ่านข่าวต้นฉบับ: กุ้งไทยบุกวุฒิสภา จี้เร่งแผน 5.5 พันล้าน แก้โรค-ลดต้นทุน ดันผลผลิต 4 แสนตัน