“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความเข้าใจแง่มุมทางกฎหมายเชิงวิชาการกรณีบันทึกความเข้าใจ MOU 2001 (MOU 44) ไทย-กัมพูชา โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศในฐานะหน่วยงานเสนอยกเลิก ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งย้ำว่า รัฐบาลไทย ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนในการยกเลิก จัดขึ้นเมื่อ 30 เม.ย. 2026 เกิดขึ้นก่อนที่ครม. มีมติเห็นชอบการยกเลิก MOU ฉบับนี้อย่างเป็นทางการเมื่อ 5 พ.ค. หรือห่างกันไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ข้อมูลถึงความสำคัญของเขตแดนว่า หากเขตแดนมีความชัดเจน ทำให้มิติอื่นๆมั่นคงตามมา ซึ่งเขตแดนทะเล เป็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องด้านการค้า การลงทุน สังคม และความมั่นคง
นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง คือศึกษาแนวทางยกเลิก MOU 44 โดยเร็วที่สุด ซึ่งศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางการโหมกระแสชาตินิยมของกัมพูชาและการไร้ความคืบหน้าของ MOU ฉบับนี้ ซึ่งมีอายุกว่า 20 ปี
หลักในการดำเนินความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ 1) ยึดมั่นในระบบพหุพาคี โดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 2) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน 3) มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 44 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นโยบายของกระทรวงการต่างประเทศกับการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา 1) สร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจา 2) การยกเลิก MOU 44 3) การประชุม JBC
นายอังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวถึงภูมิหลังและข้อเท็จจริง MOU 44 เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA) ที่สำคัญกล่าวคือ ปี 2515 กัมพูชาประกาศพระราชกฤษฎีกาไหล่ทวีป ต่อมาไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตไหล่ทวีป เมื่อปี 2516
MOU 44 เป็นสนธิสัญญา เป็น agreement to negotiate กำหนดให้แต่ละฝ่ายมีพันธะต้องไปเจรจาก่อนและ ไม่ได้รับรองการอ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีปของกัมพูชา
แต่กัมพูชามุ่งแสวงหาความมั่งคั่งทางทะเล ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงในทางทฤษฎีว่ามีก๊าซใต้ทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ
สำหรับการเจรจาในเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล ซึ่งการเจรจาต้องอาศัยความจริงใจ ของคู่เจรจา เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก
จนปัจจุบัน เส้นไหล่ทวีปของสองฝ่ายที่อ้างยังอยู่ตาม MOU 44 แต่ไม่สามารถเข้าไปทำอะไรในพื้นที่ที่อ้างสิทธิได้
กระบวนการภายในของไทยนั้น การดำเนินการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ OCA เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งต้องนำเรื่องแนวทางการยกเลิก เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา (มาตรา 7 (4) ของพรฎ. ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมครม. 2005)
ประเด็นเพิ่มเติม เมื่อต้องบอกเลิก MOU 44 ฉบับนี้ การบอกเลิกต้องอาศัยสนธิสัญญาเวียนนา หรือที่มีชื่อเต็ม “อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา” (Vienna Convention on the Law of Treaties) ได้กำหนดแนวทาง วิธีการในการบอกเลิกสนธิสัญญา ซึ่งไทยและกัมพูชาไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา แต่ถือได้ว่าเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีอยู่ แต่ข้อบทของอนุสัญญาฯ นี้ไม่ใช่กฎหมายจารีตประเพณีทุกข้อ หากเข้าเงื่อนไขการบอกเลิกกรณีใดกรณีหนึ่งรัฐมีสิทธิที่จะบอกเลิกหรือถอนตัวจากสนธิสัญญาได้ และการแจ้งบอกเลิก ไม่จำเป็นต้องระบุพื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการบอกเลิก
กระทั่งเมื่อ 6 ก.พ. 2026 กัมพูชาให้สัตยาบันกฎหมายทะเล หรือชื่อเต็ม “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ” มีผล 8 มี.ค. 2026 จึงทำให้ UNCLOS ตอบโจทย์ เนื่องจากไทยเป็นภาคีด้วย ซึ่ง UNCLOS เป็นธรรมนูญของทะเล มหาสมุทรทั้งปวง มีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม โต้เถียงกันด้วยหลักกฎหมาย ทำให้กัมพูชาต้องมาเจรจากับไทย ทำให้จากนี้ไป ไทยกับกัมพูชาพูดภาษาเดียวกันแล้ว กฎหมายนี้กำหนดให้แต่ละฝ่ายใช้กลไกไกล่เกลี่ยเจรจาเขตทะเลเพื่อบรรลุผลประโยชน์อันเที่ยงธรรม (Equitable Solution)
แนวทางการดำเนินการต่อไป เมื่อใช้ UNCLOS ในส่วนไหล่ทวีป ให้ตกลงกันผ่านกฎหมายระหว่างประเทศบนผลประโยชน์ที่เที่ยงธรรม ซึ่งก็เกิดคำถามว่า ผลประโยชน์อะไร แค่ไหน และอย่างไร จึงถือว่า เป็น “ผลที่เที่ยงธรรม”
ด้านผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำโครงการไทยศึกษาและอดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญข้อพิพาทพรมแดน ซึ่งร่วมรับฟังการบรรยายสรุปถามว่า อะไรจะเป็นเครื่องการันตีว่า เมื่อหันมาใช้ UNCLOS กัมพูชาจะยอม หรือ จะไม่ป่วน แม้กระทั่งกวนน้ำให้ขุ่น รวมถึงบทบาทของทหารในการแก้ไขข้อพิพาท
อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งคำถามว่า ทางกระทรวงต่างประเทศจะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาระหว่างสองฝ่ายได้อย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศกล่าวตอบว่า หนึ่งในมาตรการนั้นคือการบรรยายสรุปแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีบทบาทสำคัญในประเด็นไทย-กัมพูชา ให้สื่อสารข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อยกเลิก MOU 44 หันมาใช้ UNCLOS จึงเสนอตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารายละเอียดต่อไป
ความคืบหน้าล่าสุด ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประกาศใช้กลไกแบบการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้ UNCLOS พร้อมแสดงความเสียใจที่ไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว และได้ขึ้นทะเบียน MOU 44 ต่อสำนักเลขาธิการสหประชาชาติเรียบร้อยแล้ว กัมพูชาขอจดทะเบียนวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา (ก่อนที่ไทยจะประกาศยกเลิก MOU 44) และสำนักเลขาธิการออกหนังสือรับรอง ในวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล แจ้งหนังสือยกเลิก MOU 44 ต่อนายฮุน มาเนต อย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิตเมื่อ 8 พ.ค. ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์
ต่อมากระทรวงต่างประเทศไทยกล่าวชี้แจงว่า ตามที่สำนักข่าวกัมพูชาได้เผยแพร่ข่าว เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2026 รายงานว่า ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้กรอบกฎหมายทะเล UNCLOS ในกรณีการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่ทางทะเล นั้น ไทยรับทราบการแจ้งเจตจำนงของกัมพูชา ที่ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว แต่การรับทราบนั้น มิใช่การตอบตกลงหรือการเห็นชอบของฝ่ายไทยแต่อย่างใดและไทยเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรพบหารือและใช้กลไกทั้งปวงที่มี โดยไม่ด่วนสรุปความเป็นไปได้ที่จะหาข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘บัวแก้ว’ บรรยายสรุปแง่มุมกฎหมาย MOU 44 ก่อนยกเลิก