กกพ.เตรียมทบทวนค่าไฟภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ใหม่ หลังสูตรค่าไฟบ้านคิดแบบอัตราก้าวกระโดดใกล้เสร็จแล้ว คนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย จ่ายไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนคนใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปจ่าย 5 บาท ส่วนนี้ไปอุดหนุนคนใช้น้อยคิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า หรือ Progressive Rate เป้าหมายคือลดภาระประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
พร้อมส่งสัญญาณให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากประหยัดพลังงาน ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ กกพ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทบทวนโครงสร้างค่าไฟบ้านอยู่อาศัยให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน ก่อนประกาศใช้จริงในรอบบิลเดือนกรกฎาคม 2569
โครงสร้างใหม่จะลดค่าไฟ ช่วงใช้ไฟ 0-200 หน่วย ให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย จากเฉลี่ย 3.50 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาค่าครองชีพครัวเรือน เช่น บ้านที่ใช้ไฟเดือนละ 200 หน่วย จ่าย 700 บาท หากใช้โครงสร้างใหม่จะลดเหลือ 600 บาท ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟบ้าน 23 ล้านครัวเรือน กว่า 64% ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มาตรการนี้จะช่วยประชาชนส่วนใหญ่ได้โดยตรง
ผู้ที่ใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วยจะเริ่มทยอยจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นตามขั้นบันได เพื่อชดเชยส่วนลดของกลุ่มใช้ไฟน้อย ทั้งนี้ เมื่อเทียบโครงสร้างค่าไฟใหม่และของเดิม จะเห็นได้ว่าปัจจุบันค่าไฟฟ้ามี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ค่าไฟฟ้าฐาน 2.ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) รวมค่าบริการรายเดือนอีก 24 บาท
“การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะค่าไฟฟ้าฐานสำหรับบ้านอยู่อาศัย ไม่เกี่ยวกับค่า Ft ที่ยังคงคำนวณแยกตามต้นทุนเชื้อเพลิงในแต่ละรอบ แม้จะปรับโครงสร้างใหม่แต่ค่าไฟเฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่ภายใต้กรอบ 3.95 บาทต่อหน่วยตามนโยบายรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าค่าไฟทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นทันที”
สำหรับ 4 กรณีที่กำลังรับฟังความคิดเห็น คือ กรณีที่ 1-2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไปสูงกว่าระดับปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟช่วง 201-400 หน่วย ยังได้รับผลกระทบน้อย อัตราค่าไฟช่วงกลางยังใกล้เคียงเดิม แต่เมื่อใช้ไฟมากขึ้น ค่าไฟจะกระโดดขึ้นแรงในช่วงปลาย
กรณีศึกษาที่ 3-4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟช่วง 201-400 หน่วย เริ่มมีส่วนร่วมแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้น ทำให้อัตราค่าไฟค่อย ๆ ไต่ระดับไม่กระโดดสูงในช่วงปลาย
แนวทางทั้งหมดอาจสะท้อนความเป็นธรรมได้ดีกว่า เพราะไม่ทำให้ผู้ใช้ไฟระดับสูงต้องเจอค่าไฟพุ่งแรงในช่วงท้าย เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดจากความคิดเห็นของ 2 การไฟฟ้าฯ
เช่น กรณีที่ 1-2 ใช้ไฟ 201-400 หน่วย อัตราใหม่จะอยู่ที่ 4.22 บาท เท่าเดิมจากอัตราเดิม 4.22 บาท, ใช้ไฟ 401-500 หน่วยขึ้นไป อัตราใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 5.4 บาท จากอัตราเดิม 4.22 บาท
กรณีที่ 3-4 ใช้ไฟ 201-400 หน่วย อัตราใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 4.7 บาท จากอัตราเดิม 4.22 บาท, ใช้ไฟ 401-500 หน่วยขึ้นไป อัตราใหม่จะอยู่ที่ 5 บาท จากเดิม 4.22 บาท ทั้งนี้คนใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปจ่ายที่ 5 บาท ส่วนนี้จะนำไปอุดหนุนคนที่ใช้ไฟ 200 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท
นอกจากช่วยลดภาระค่าครองชีพแล้ว โครงสร้างใหม่ยังต้องการส่งสัญญาณให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลังไทยเผชิญต้นทุนพลังงานโลกผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ส่วนแนวคิดอัตราก้าวหน้าตั้งอยู่บนหลักว่า ผู้ใช้มากจ่ายมาก และช่วยลดพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนำเข้า
ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน รวมถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำให้รูปแบบการใช้ไฟในอนาคตเปลี่ยนไป ยอมรับว่าในอนาคตประชาชนต้องปรับพฤติกรรม หันไปใช้ไฟช่วงกลางคืนมากขึ้น
แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย แต่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมาก และใช้ไฟเกิน 500 หน่วยต่อเดือน กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากขึ้น หากเลือกสูตรที่ค่าไฟปลายทางพุ่งแรง โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟ 700-1,200 หน่วยต่อเดือน
กกพ.ยืนยันว่าทุกคนยังได้รับประโยชน์จากการลดค่าไฟในช่วง 0-200 หน่วยเหมือนกัน เพียงแต่ผู้ที่ใช้ไฟเกินก็ต้องจ่ายสูงขึ้น
การเปิดรับฟังครั้งนี้ไม่ใช่การลงคะแนนเลือกสูตร แต่รวมข้อเสนอ ข้อกังวล และผลกระทบจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดความสมดุล หลังปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 5 มิถุนายน จะสรุปเสนอคณะกรรมการ กกพ.ก่อนประกาศใช้เป็นทางการในเดือนหน้า และเริ่มมีผลกับค่าไฟในเดือนกรกฎาคม 2569
ทั้งนี้ยังเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าไฟภาคอุตสาหกรรมและภาคพาณิชย์ในลำดับถัดไป โดยพิจารณาควบคู่กับระบบ Time of Use หรือคิดค่าไฟตามช่วงเวลาใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟยุคใหม่และการเติบโตของพลังงานสะอาดในประเทศ
ตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ผู้ใช้ไฟบ้านประเภท 1.2 หรือบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือน พบว่า กลุ่มใช้ไฟระดับปานกลางมีโอกาสจ่ายค่าไฟลดลง แต่ผู้ใช้ไฟสูงตั้งแต่ 500 หน่วยขึ้นไปจะเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงสร้างใหม่ เช่น ใช้ไฟฟ้า 390 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันจ่ายค่าไฟ 1,699.60 บาท หากใช้อัตราใหม่ในกรณีที่ 1-2 ค่าไฟจะลดเหลือ 1,594.36 บาท หรือลด 105 บาท กรณีที่ 4 ค่าไฟจะอยู่ที่ 1,694.33บาท ลดลงเล็กน้อย ส่วนกรณีที่ 3 ค่าไฟกลับเพิ่มขึ้นเป็น 1,704.72 บาท
ตัวเลขจะสะท้อนแนวคิดการออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ต้องการตรึงค่าไฟช่วงต้นให้ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ที่รัฐต้องการให้อัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ก่อนทยอยปรับขึ้นตามการใช้ไฟ
ความแตกต่างทั้ง 4 กรณี อยู่ที่วิธีการกระจายภาระค่าไฟระหว่างผู้ใช้ไฟระดับกลางและสูง บางสูตรจะตรึงค่าไฟช่วงต้นให้นาน ส่งผลให้ค่าไฟช่วงปลายกระโดดสูงขึ้น บางสูตรจะค่อย ๆ ปรับขึ้นช่วง 200-400 หน่วย เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากต้องเจอค่าไฟพุ่งแรงในช่วงปลาย
อ่านข่าวต้นฉบับ: ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จ่าย 5 บาท โยก 15,000 ล้าน ช่วยคนใช้น้อย