ทั่วโลกผวาเงินเฟ้อ-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย กระแทก “บอนด์ยีลด์สหรัฐ” ทะยานสูงสุดรอบ 19 ปี ฉุดตลาดสินทรัพย์ปั่นป่วน “ดร.พิพัฒน์-KKP” ชี้ส่งผลกระทบต้นทุนกู้เงินรัฐบาลพุ่ง จับตาแรงกดดันแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยส่งผลกระทบวงกว้างสมาคมตราสารหนี้ “ThaiBMA” เอฟเฟ็กต์สงคราม-เงินเฟ้อ กดดันภาคธุรกิจแบกต้นทุนออกหุ้นกู้สูงขึ้น ยอมรับโอกาสเอกชนผิดนัดชำระหนี้มีต่อเนื่อง ต้นเหตุเศรษฐกิจไม่ฟื้น “เอเซีย พลัส” เผย พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านหนุนบอนด์ยีลด์ไทยขยับเพิ่มขึ้นขณะที่ราคาทองผันผวนหนัก กังวลเงินเฟ้อ-หวั่นประธานเฟดคนใหม่ขึ้นดอกเบี้ย
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ตลาดเริ่มกังวลว่าธนาคาผกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเห็นการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ของสหรัฐ โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นเหนือระดับ 5.19% และบอนด์อายุ 10 ปีขึ้นไปแตะ 4.66% ปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 19 ปี หรือตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้ตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ ผันผวน
ส่วนสาเหตุที่บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นแรงมาก เกิดจาก 3 ประเด็น คือ 1. เดิมตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย แต่ตอนนี้ตลาดมองว่ามีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยแทน แสดงให้เห็นการมองภาพอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป เนื่องจากสงครามยาวนานกว่าคาด ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลงอย่างที่คาด
“วันนี้ตลาดเริ่มคิดใหม่แล้วว่า เงินเฟ้ออาจจะไม่ได้กลับเข้าเป้าได้เร็วอย่างที่เคยคาด”
2.จากไส้ในของเงินเฟ้อ จะเห็นการปรับขึ้นของเงินเฟ้อในภาคบริการหลัก ชี้ให้เห็นว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อทำให้เริ่มมีการปรับขึ้นราคาสินค้า คล้ายตอนช่วงหลังโควิด-19 และ 3.สัญญาณจากเฟดที่มีการส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่า “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ อาจจะไม่ได้เข้ามาแล้วลดดอกเบี้ยอย่างที่เคยคาดการณ์กัน นี่คือ 3 เรื่องสำคัญทำให้บอนด์ยีลด์ขยับขึ้น ส่วนของไทยก็โดนลากมาจากที่โกลบอนด์ยีลด์ขยับขึ้น
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบของไทยส่วนหนึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืม การออกพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับตัวสูงขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ดอกเบี้ยของไทยอยู่ระดับต่ำมาก แต่ข้อดีของไทยคือ ดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสน้อยที่จะปรับขึ้น และยังอยู่ระดับต่ำแค่ 1% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐสูงถึง 3-4% แล้ว
“บอนด์ยีลด์ 10 ปีขยับขึ้น ก็มีผลกระทบในแง่ Valuation ของตลาดหุ้น เพราะคนเริ่มคิดแล้วว่าจะขายหุ้นมาซื้อบอนด์ดีกว่าไหมจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญกว่าคือ จุดไหนจะเป็นจุดที่กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหากขยับขึ้นเมื่อไหร่ จะกระทบต้นทุนทางการเงินเยอะขึ้นแน่”
ด้าน นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า บอนด์ยีลด์ที่ปรับขึ้นแรงมากช่วงที่ผ่านมามาจากตลาดต่างประเทศ อย่างของสหรัฐ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลกระทบเชื่อมโยงจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น จนส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น เมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐปรับขึ้นบอนด์ยีลด์ไทยก็ขยับขึ้นตาม แม้ว่าเงินเฟ้อในประเทศไทยจะยังไม่ได้ขยับขึ้นมากนักก็ตาม
“ผลกระทบในต่างประเทศอาจจะเห็นแรงขายหุ้น หรือแม้แต่พันธบัตร แต่ในบ้านเราแรงขายบอนด์จากนักลงทุนต่างชาติยังไม่มีชัดเจน ขายสุทธิแค่วันละหลักร้อยล้านบาท ก็ไม่ได้เยอะ ตั้งแต่ต้นปีมายังซื้อสุทธิกว่า 2 หมื่นล้านบาท มีแค่วันที่ 15 พ.ค. ที่ขายไป 3,000 ล้านบาท แต่ที่สัมพันธ์กับต่างประเทศจะเป็นตัวบอนด์ยีลด์มากกว่า”
อย่างไรก็ดีในมุมของนักลงทุนก็ถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุนตราสารหนี้ ที่มีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมายีลด์ต่ำมากจนไม่ค่อยมีใครอยากลงทุน เพราะทุกคนมองว่าใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่พอยีลด์ขึ้นก็น่าจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจลงทุนในพันธบัตรมากขึ้น
นางสาวอริยากล่าวว่า ในมุมผู้ระดมทุนออกหุ้นกู้ต้องบอกว่าต้นทุนเริ่มขยับขึ้นแล้ว โดยหากดูผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ต้นปีอยู่ที่ 1.7% แต่ ณ วันที่ 19 พ.ค. 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.4% หรือปรับขึ้นมาราว 70 bps เป็นการปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีสงครามอิหร่าน ขณะที่พันธบัตร 5 ปี ปรับขึ้นประมาณ 50 bps
“จริง ๆ ช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. การออกหุ้นกู้กลับมาคึกคักพอสมควร แต่สัปดาห์นี้บอนด์ยีลด์มากระชากอีก ก็อาจจะทำให้ผู้ออกหุ้นกู้อาจรอดูสถานการณ์ แต่เชื่อว่าคงดูจังหวะเวลามากกว่า คงไม่ถึงขั้นถอย ไม่ออกเลย”
สำหรับกรณีการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้นั้น นางสาวอริยากล่าวว่า ก็ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวก็มีโอกาสจะเห็นการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นได้
“ตั้งแต่ต้นปีมาก็มีบริษัทเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้มาตลอด ผิดนัดก็มีบ้าง จะเป็นรายเล็ก ๆ แต่ผิดนัดแล้วก็จะไปขอยืดหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายเก่า ๆ ที่เคยมีปัญหาอยู่แล้ว”
ผู้สื่อข่าวรายงานในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ออกหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระทั้งสิ้น 4 ราย มูลค่ารวม 8,976 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อ 21 พ.ค. บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND แจ้งปัญหาขาดสภาพคล่อง ทำให้ผิดนัดชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้
ขณะที่รายงานข่าวจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของไทยที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบันบอนด์ยีลด์ 10 ปีอยู่ที่ระดับ 2.41% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพียง 1.41% – 1.45% (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022 Bond Yield เคยพุ่งทะลุไปถึง 3.4%)
โดยประเมินว่า Bond Yield ไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกจาก 4 สาเหตุหลัก ได้แก่ 1.ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะดันให้เงินเฟ้อขยับสูงขึ้นในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า 2.ปัจจัยภายนอกยังคงกดดันราคาหน้าตั๋วของตราสารหนี้ แม้ ธปท.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ก็ตาม3.ช่องว่างระหว่าง Bond Yield ปัจจุบันและจุดสูงสุดในอดีตยังเปิดกว้าง และ 4.การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะเป็นการเพิ่มปริมาณ (Supply) ตราสารหนี้เข้าสู่ระบบ ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและดันให้ Bond Yield ขยับสูงขึ้นโดยปริยาย
บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่า ตามทฤษฎีการลงทุนภาวะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบเชิงลบและกดดันให้หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Growth Stocks) หรือกลุ่มเทคโนโลยี ถูกเทขายทำกำไรออกมาก่อน
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย กล่าวว่า บอนด์ยีลด์ที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ปรับขึ้นทั่วโลก สาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้คนกังวลเงินเฟ้อ ซึ่งหลายประเทศเงินเฟ้อก็ปรับเพิ่มขึ้นจริง ๆ อย่างไรก็ดี บลจ.กสิกรไทยมองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่น่าจะแย่ไปกว่านี้แล้ว ซึ่งคงมีการหาทางคลี่คลาย ดังนั้นราคาน้ำมันน่าจะถึงระดับสูงสุด (พีก) ไปแล้ว
“ราคาน้ำมันไม่น่าจะแพงไปกว่านี้แล้ว เพียงแต่ว่าจะแพงแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนเท่านั้น ซึ่งมองว่าตลาดได้รับรู้ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อไปค่อนข้างมาก เรามองว่าภาวะที่คนกังวลเยอะ ๆ แบบนี้เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการที่จะลงทุนในตราสารหนี้โลก”
นายวินกล่าวว่า การที่บอนด์ยีลด์สูงขึ้นแปลว่าราคาพันธบัตรจะถูกลง เป็นจังหวะดีที่ควรจะลงทุน ซึ่งในอดีตเคยมีผลศึกษาว่าจังหวะการลงทุนที่บอนด์ยีลด์ขึ้นไปสูง ถ้าเข้าซื้อแล้วถือไว้ประมาณ 3-5 ปี ผลตอบแทนถือว่าใช้ได้ ตกประมาณ 5-6% ต่อปี โดยขณะนี้ก็เริ่มเห็นนักลงทุนสถาบันหันมาซื้อบอนด์กันมากขึ้น
“ตอนนี้สำหรับหุ้นเทคโนโลยี หุ้นสหรัฐ อาจจะเป็นจังหวะที่ต้องขายทำกำไร ไม่ใช่จังหวะการซื้อ เพราะขึ้นมาเยอะแล้ว ถามว่าแล้วจะเอาเงินไปไหน ที่น่าสนใจก็คือ ตราสารหนี้สามารถเพิ่มน้ำหนักลงทุนได้ ส่วนทองคำถ้ากังวลเรื่องจังหวะเข้าก็ทำเป็น DCA ซื้อสะสมไป โดยจังหวะที่ย่อลงไปแถว ๆ 4,400 ดอลลาร์ ก็อาจจะเป็นจังหวะเข้าซื้อ”
ส่วนที่มีการพูดถึง “บอนด์ช็อก” จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายวินกล่าวว่า หากจะเกิดช็อกน่าจะช็อกไปแล้ว แต่ตลาดตอนนี้น่าจะรับรู้ข่าวร้ายไปค่อนข้างมากแล้ว ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ เรื่องราคาน้ำมัน
“ตอนนี้เป็นช่วงของความกังวล เพราะสงครามไม่จบสักที ราคาน้ำมันก็ยังไม่จบสักที ผมคิดว่าภาวะแบบนี้จะกินเวลาไปอีกสัก 2-3 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ถามว่าเป็นจังหวะลงทุนบอนด์ไหม ก็น่าสนใจ แต่ถ้าไม่กล้าทุ่มมากก็แบ่งเงินลงทุนสัก 2-3 รอบ” นายวินกล่าว
นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก กล่าวว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดมาก โดยทำให้ “ราคาทองคำ” แกว่งอย่างมาก เนื่องจากมีการเก็งว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้มีแรงขายทองคำออกมา ซึ่งแนวโน้มระยะต่อไปขึ้นกับปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก
“จากก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะคุยกันได้ ทองก็เริ่มกลับมาขึ้น แต่ต่อมาคุยกันไม่ได้อีกทรัมป์จะสั่งยิง แล้วก็มีประเด็นเงินเฟ้อมาอีก ตลาดก็แพนิก เพราะเป็นข่าวใหม่ที่เข้ามา ซึ่งจริง ๆ แล้วพอมีประธานเฟดคนใหม่เข้ามา ตอนแรกมองว่าเขาควรจะลดดอกเบี้ย แต่ล่าสุดข่าวที่ออกมาเหมือนจะขึ้นดอกเบี้ยแทนหรือเปล่า”
ทั้งนี้มองแนวรับราคาทองที่ 4,400 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้าน 4,600 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาย่อลงไปที่แนวรับก็เป็นจุดที่เข้าซื้อได้ โดยสามารถทยอยแบ่งเป็นไม้ ๆ ได้ ส่วนทองแท่งแนวรับประมาณ 68,500 บาท
“ช่วงนี้ทองจะผันผวน ก็สามารถเล่นเก็งกำไรได้ ถ้าราคาดีดขึ้นไป มีกำไรก็หาจังหวะออก” นายณัฐวุฒิกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: อาฟเตอร์ช็อกวิกฤตเงินเฟ้อ หวั่นขึ้นดอกเบี้ย-ธุรกิจอ่วมต้นทุนกู้