ภาคธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนด้านพลังงาน การขาดแคลนน้ำมัน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ วางแผนการผลิต การจัดซื้อ และการส่งมอบสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น การยกระดับการทำงานร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว และรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดได้ดีขึ้น
การผลักดันการพัฒนานวัตกรรมและแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ล่าสุด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้เดินหน้าโครงการ “Partner to Grow เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” ปีที่ 4 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะยกระดับศักยภาพคู่ค้า ซึ่งมีมากกว่า 500 ราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับห่วงโซ่ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีคู่ค้าภาคธุรกิจเข้าร่วมพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานร่วมกันแล้วจำนวนมาก
นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุด สายงานจัดซื้อกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ (CPF) เปิดเผยว่า โครงการ “Partner to Grow เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” ปีที่ 4 มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และคิดว่าปีนี้จะมีความเข้มข้นขึ้นอีกปี เพราะมีเรื่องของความท้าทายเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะกระแสการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งจะมีผลต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์ และการที่เราจะผ่านวิกฤตนี้ได้อย่างไรนั้น ความเป็นคู่ค้า ห่วงโซ่ทางธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ โครงการนี้จะเป็นส่วนเข้าไปช่วยให้กับคู่ค้าของเราได้
“โครงการนี้เราเดินหน้าปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว ซึ่งได้เน้นย้ำในเรื่องของ AI เข้ามาช่วยให้เราผ่านวิกฤตปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยการนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา ซึ่งเรามาในธีม AI Plus Procurement และ AI Plus Partner to Grow ควบคู่กัน เพื่อทำให้คู่ค้าของเราเข้าถึงระบบที่มีคุณภาพ ข้อมูลร่วมกันกับเราเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ การทำงานจะสำเร็จได้ก็ต้องทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงใด ๆ การมีพันธมิตรและวิสัยทัศน์ร่วมกันจะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน โดยเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างการเติบโตร่วมกันได้ เราจำเป็นที่จะต้องร่วมกันพัฒนา รวมถึงแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยกระทบ แต่ทำอย่างไรให้เรามั่นใจได้ว่าสินค้าที่ผลิตนั้นสามารถส่งมอบให้กับลูกค้าได้ ปีนี้เรานำระบบ AI เข้ามาช่วยเรื่องกระบวนการธุรกิจ การส่งมอบ การผลิตสินค้าให้ตรงเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยวางแผนให้การทำธุรกิจได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น
นายภาวิช โตกะคุณะ ประธานกรรมการ บริษัท พีวี ฟู้ดส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบและส่วนประกอบอาหาร กล่าวว่า การเข้ามาร่วมโครงการนี้ถือว่าเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัท ซึ่งก่อนหน้านี้การทำธุรกิจของเราก็ทำในรูปแบบเดิม คือ ผลิตแป้งชุบแป้งทอดขายต่อ ส่งต่อให้กับลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อเข้ามา แต่เมื่อบริษัทได้เข้าร่วมโครงการเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยวางเป้าหมายการผลิตสินค้า การขนส่งสินค้าให้เป็นขั้นตอนมากขึ้น ทำการลดต้นทุนเพื่อให้แข่งขันได้ นำนวัตกรรมเข้ามาใช้ เพื่อยกระดับสินค้าและระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
“การเข้าโครงการของ CPF นั้น เราได้มีการนำ AI เข้ามาช่วยเรื่องของระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประมาณการการผลิตสินค้าเพื่อนำออกมาจำหน่าย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ขบวนการสั่งวัตถุดิบ การผลิตสินค้า กระทั่งขั้นตอนได้สินค้าและส่งออกไปยังลูกค้า โดยส่งผลให้ธุรกิจมีการทำงานที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ทำให้เราแข่งขันได้ และล่าสุดการดำเนินโครงการในปีนี้ ทำให้เราได้ยกระดับและพัฒนาการผลิตและสินค้า รวมไปถึงการนำเรื่องของอินโนเวชั่นเข้ามาปรับใช้ในธุรกิจมากขึ้น เช่น แป้งชุบทอดกรอบนานขึ้น มุ่งให้ความสำคัญเรื่องของสิ่งแวดล้อม”
นายวิศรุต ศิรินิ่มนวลกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์เซลแพคเกจจิ้ง จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตถาดพลาสติกส่งให้กับ CPF นานกว่า 10 ปี เช่น ข้าวกะเพรา ไข่ไก่ ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของบริษัท เมื่อก่อตั้งธุรกิจเราก็ได้เป็นพาร์ตเนอร์คู่ค้าให้กับ CPF และ CPF ยังให้การสนับสนุนการทำธุรกิจมาเป็นมาเวลานาน และเราสร้างมูลค่ารายได้จากการผลิตสินค้าต่อปีกว่า 100 ล้านบาท
“การที่เราได้โครงการ Partne to Grow ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงเราเองและบริษัทในเครือได้รับการพัฒนาคุณภาพและราคา ล่าสุดในเรื่องของ AI นอกจากการผลิตในต้นทุนที่ต่ำแล้ว ยังช่วยจัดการข้อมูลการผลิตและวิเคราะห์เพื่อให้ทำงานได้ประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าได้ด้วย รวมไปถึงคุณภาพสินค้า แต่จากโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่เราจะต้องยกระดับและพัฒนาตัวเองโดยการนำเรื่องของนวัตกรรม อินโนเวชั่น เข้ามาช่วย รวมไปถึงความยั่งยืนที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค การร่วมกับพาร์ตเนอร์จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้”
อย่างไรก็ดี ด้วยบริษัทผลิตสินค้าเกี่ยวกับพลาสติกและถูกโจมตีพอสมควรจากเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อน แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องหันมาดูว่าพลาสติกที่เราผลิตนั้นมีจุดเด่นอะไร เพื่อสร้างจุดอ่อนของเราเป็นจุดแข็งให้ได้ ซึ่งแน่นอนการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในตัวของสินค้าที่เราผลิตจะเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะสินค้าเราอาจจะย่อยสลายยาก แต่ก็ยังมีวัตถุดิบที่ใช้พลังงานแปรรูปที่ต่ำ ทำให้ตัวสินค้าเราสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งนอกจากนี้เรายังเริ่มนำขยะข้างนอกมาทำสินค้าใหม่ที่ได้คุณภาพ ลดการตัดทอนคาร์บอนได้มากกว่า 3 เท่า ซึ่งเทียบกับการปลูกต้นไม้ 300-400 ต้นต่อปี ซึ่งสร้างจุดแข็งในการลดการใช้ทรัพยากรได้และยังเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย
นายมนตรี คชกิจจารักษ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สยาม พีเอ็ม อุตสาหกรรม จำกัด ตัวแทนจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นของ ปตท. เช่น น้ำมันเกียร์ จาระบี ทุกผลิตภัณฑ์หล่อลื่น และยังเป็นคู่ค้ากับ CPF และในเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เราขายสินค้าให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อเราเข้าร่วมโครงการ ทำให้เรากำหนดทิศทางได้ว่าจะปรับตัวอย่างไร เพื่อเพิ่มศักยภาพให้มีการเติบโตควบคู่ไปกับลูกค้าและคู่ค้าได้
และในปีนี้เราเข้าร่วมโครงการเพื่อที่จะต่อยอดการเติบโต เพิ่มศักยภาพไปยังกลุ่มลูกค้าอื่นได้เพิ่มเติม โดยการนำเรื่องของอินโนเวชั่น AI เข้ามาพัฒนา รวมไปถึงช่วยลูกค้าประหยัดต้นทุน ลดคาร์บอน ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี เราพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า คู่ค้า ซึ่งจุดไหนที่ลูกค้าต้องการเรายกระดับให้ดีขึ้น เพราะเรายังมีพันธมิตรที่คอยช่วยเหลือได้อยู่
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ซีพีเอฟ’ สานต่อ Partner to Grow ปีที่ 4 ยกระดับคู่ค้า-เสริมแกร่งซัพพลายเชนยั่งยืน
